ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ลาวเผชิญวิกฤตหนี้พันล้าน ผ่านการกู้จากจีน


This frame grab from Lao National TV video footage taken on Oct.16, 2021 via AFPTV shows the Lane Xang bullet train at the Vientiane Railway Station in Vientiane, Laos. A new $6 billion Chinese-built railway line opened in Laos on Dec. 3, 2021.

ผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ว่า ประเทศลาวที่มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนี้จำนวนมหาศาลต่อประเทศจีน กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก อันเป็นผลมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามในยูเครน

ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน Moody’s ปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศลาวมาอยู่ที่ระดับ Caa3 ซึ่งหมายถึง “มีภาระหนี้ที่สูงมาก และมีเงินสำรอง (ในการแลกเปลี่ยนสกุลต่างชาติ) ไม่เพียงพอต่อหนี้ต่างประเทศที่กำลังจะครบกำหนดชำระ หน่วยงานดังกล่าวเตือนว่า ลาวมีความเสี่ยงระดับสูงในการผิดนัดชำระหนี้

ตามรายงานของธนาคารโลกที่เผยแพร่ในเดือนเมษายน ประเมินว่าในปี 2021 หนี้สาธารณะและหนี้ที่ภาครัฐค้ำประกันของลาว แตะระดับ 88% ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP โดยหนี้ดังกล่าวมีมูลค่า 14,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งเป็นหนี้เงินกู้จากจีน เพื่อใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่าง ๆ รวมถึงโครงการรถไฟจีน-ลาว

เกรก เรย์มอนด์ อาจารย์ด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากมหาวิทยาลัย Australian National University กล่าวกับสำนักข่าว VOA ภาคภาษาจีน โดยระบุว่า วิกฤตที่รัฐบาลเวียงจันทน์กำลังเผชิญอยู่นั้น มีที่มาทับซ้อนอยู่หลายชั้น เขาชี้ว่า “ปัจจัยต่อวิกฤตการคลังลาวในระยะสั้นตอนนี้ มาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในยูเครน และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินลาวอ่อนค่าหนัก แต่เหตุผลที่ลึกกว่านั้น คือการตัดสินใจระดับประเทศ ในการเป็นหนี้มูลค่ามหาศาล เพื่อเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่”

ในปีผ่านมา จีนคือผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในลาว ผ่าน 813 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 16 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทางการลาวอ้างอิงตัวเลขจากรายงานของสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนในเรื่องนี้

การได้รับเงินสนับสนุนจากประเทศจีนเพื่อใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า “กับดักหนี้” กำลังส่งผลต่อศรีลังกาและประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

นับตั้งแต่ปี 2013 ทางการจีนได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 8 แสนล้านดอลลาร์ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative) โดยถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้จีนขายสินค้าได้มากขึ้น และเป็นการเพิ่มสัญญาว่าจ้างสำหรับบริษัทก่อสร้างของจีน รวมทั้งยังส่งสัญญาณถึงการ “คานอำนาจต่อประเทศสหรัฐฯ” ด้วย

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ กล่าวหาว่า จีนกำลังดำเนิน “การทูตแบบติดกับดักหนี้” (debt-trap diplomacy) ซึ่งหมายถึงการทำให้ประเทศที่มีความอ่อนแอด้านเศรษฐกิจจำเป็นต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประเทศจีน แต่นักการทูตจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาข้างต้น

ในช่วงต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ กลุ่ม G7 ได้ให้คำมั่นว่า จะระดมทุนมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพื่อที่จะสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อตอบโต้ความพยายามของจีนในประเด็นนี้

สถาบันวิจัย AidData Lab จากมหาวิทยาลัย College of William & Mary ในเวอร์จิเนีย ติดตามหนี้อันเกิดจาก โครงการ "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" ชี้ว่า ตามสถิติการวิจัย หนี้สาธารณะของลาวที่มีกับจีน อยู่ที่ประมาณ 12,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่ธนาคารโลกได้คำนวณไว้เป็นอย่างมาก

AidData Lab อธิบายว่าได้ใช้แหล่งข้อมูลและวิธีจัดการข้อมูลที่แตกต่างจากธนาคารโลก อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะใช้วิธีใด การประเมิน GDP ต่อหัว หรือค่าเฉลี่ยที่หนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่า GDP ขึ้นมาได้ ของประเทศลาว อยู่ที่ประมาณ 2,600 ดอลลาร์ หรือราว 93,000 บาทต่อปี ทำให้ประเทศลาวที่มีประชากร 7 ล้านคน กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

แบรดลีย์ พาร์คส กรรมการบริหารของ AidData กล่าวกับสำนักข่าว VOA ว่า “ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมารัฐบาลลาวทำสัญญาหรือค้ำประกันเงินกู้จากจีนมูลค่า 5,570 ล้านดอลลาร์ และชี้ว่ายังมียอดเพิ่มเติมอีก 6,690 ล้านดอลลาร์”

ตามรายงานของธนาคารโลก ลาวต้องชำระหนี้ต่างประเทศ มูลค่า 1,300 ล้านดอลลาร์ต่อเนื่องทุกปี ไปจนถึงปี 2025 ซึ่งมูลค่าดังกล่าว เกือบเท่ากับปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ภายในประเทศทั้งหมด ธนาคารโลกคาดว่า ในปีนี้เศรษฐกิจของลาวจะเติบโตในอัตรา 3.8% แต่เตือนว่าตัวเลขการเติบโตดังกล่าว จะไม่เพียงพอสำหรับรัฐบาลในการชำระหนี้ต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ในการประชุมสภาแห่งชาติลาว บุญชม อุบลประเสริฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของลาว ชี้ว่า ลาวต้องชำระหนี้เพิ่มขึ้นในปีนี้ จากระดับ 1,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2018 มาอยู่ที่ 1,400 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

โดยรัฐมนตรีคลังของลาว การกู้เงินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ และยืนยันว่า จะไม่ยอมให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้ โดยวางแผนปฏิรูประบบจัดเก็บภาษี และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐจากทรัพยากรธรรมชาติที่มี อย่างเช่น การทำเหมืองแร่ รวมทั้งจำกัดการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของประชาชนทั่วไป

โครงการตัวอย่าง เช่น รถไฟเส้นทางจีน-ลาว ที่เชื่อมต่อระหว่าง เมืองคุนหมิง ที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กับกรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว ซึ่งเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมปี 2021โครงการนี้มีมูลค่าอยู่ที่ 5,900 ล้านดอลลาร์ โดยประเทศลาวคาดหวังว่า รถไฟเส้นทางดังกล่าว จะลดต้นทุนการขนส่ง กระตุ้นการส่งออก รวมไปถึงช่วยในเรื่องการท่องเที่ยว โครงการนี้ลาวกู้ยืมจากจีน มูลค่า 1,900 ล้านดอลลาร์ แต่โครงการรถไฟสายนี้ถือหุ้นโดยบริษัทของรัฐบาลจีน 3 แห่งในสัดส่วน 70% และรัฐบาลลาวถือหุ้นในสัดส่วน 30%

ตามรายงานของ AidData Lab ระบุว่า ในปี 2021 ธนาคารประชาชนจีน หรือ People's Bank of China ได้ออกเงินกู้ฉุกเฉิน มูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ ให้กับธนาคารกลางของลาว เพื่อสนับสนุนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม กรรมการบริหารของ AidData กล่าวว่า “ธนาคารที่ถูกควบคุมโดยทางการจีน มักเต็มใจที่จะผ่อนผันและขยายระยะเวลาการชำระหนี้ มากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ย และในบางกรณี ธนาคารดังกล่าวจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้แน่ใจว่าตลอดการกู้ยืมนั้น จะได้รับการชำระคืนตามมูลค่าปัจจุบันของเงินกู้ดังกล่าว”

  • ที่มา: วีโอเอ
XS
SM
MD
LG