สภาคองเกรสเครียด! หลังระดับหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ แตะเพดาน

FILE - The likeness of Benjamin Franklin is seen on U.S. $100 bills, in Marple Township, Pennsylvania, July 14, 2022.

ภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งแตะเพดานที่ระดับ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่ สมาชิกพรรครีพับลิกันที่คุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสกำลังเผชิญหน้ากับสมาชิกพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในประเด็นทางออกของปัญหานี้ที่เกรงกันว่า อาจนำไปสู่วิกฤตการคลังในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

แจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แจ้งต่อผู้นำในรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง เควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฏรว่า กระทรวงการคลังได้เริ่มดำเนินมาตรการบริหารเงินสดแบบพิเศษที่จะช่วยให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการผิดชำระหนี้ได้ไปจนถึงวันที่ 5 มิถุนายนแล้ว

รอยเตอร์ระบุว่า พรรครีพับลิกันตั้งใจจะใช้เวลาที่มีอยู่จนกระทั่งมาตรการที่กระทรวงการคลังนำมาใช้นี้หมดฤทธิ์ เพื่อบีบให้ปธน.ไบเดนและวุฒิสภาที่พรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมากอยู่ยอมตัดงบประมาณตามที่ฝ่ายตนเสนอ

USA-TREASURY/YELLEN

รมต.เยลเลน เตือนว่า วันสิ้นสุดของมาตรการจัดการเงินสดที่ดำเนินการอยู่ในเดือนมิถุนายนมาพร้อมกับ “ความไม่แน่นอนพอสมควร” เนื่องจากความท้าทายในการคาดการณ์การชำระหนี้และรายได้รัฐบาลในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า และระบุในจดหมายที่ส่งถึงผู้นำสภาคองเกรสในวันพฤหัสบดีว่า “ด้วยความเคารพ ดิฉันขอให้สภาคองเกรสทำการอย่างทันท่วงทีในการปกป้องความศรัทธาและความน่าเชื่อถืออันเต็มเปี่ยมต่อสหรัฐอเมริกา”

อย่างไรก็ดี ไม่มีสัญญาณตอบรับจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตว่า จะมีฝ่ายใดที่เป็นผู้ยอมอีกฝ่ายก่อน ในเวลานี้

ทั้งนี้ พรรครีพับลิกันกำลังพยายามดำเนินการตามแผน “จัดลำดับความสำคัญหนี้” (debt prioritization) ที่ต้องการให้กระทรวงการคลังจัดลำดับความสำคัญการชำหนี้ต่าง ๆ รวมทั้งความสำคัญของแผนงานอื่น ๆ เช่น โครงการประกันสังคม (Social Security) และโครงการประกันสุขภาพของผู้สูงอายุ (Medicare) หากหนี้ของประเทศพุ่งทะลุเพดานระหว่างที่การเจรจาของสองฝ่ายยังดำเนินอยู่ โดยรีพับลิกันหวังที่จะสรุปเนื้อหาของกฎหมายใหม่ภายในสิ้นเดือนมีนาคม

โอกาสที่สหรัฐฯ จะผิดชำระหนี้ในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลกรุงวอชิงตันและตลาดหุ้นในสหรัฐฯ เกิดความกังวลว่า การเผชิญหน้ากันในสภาคองเกรสระหว่างสมาชิกของ 2 พรรคการเมืองใหญ่อาจนำมาซึ่งการหยุดชะงักของการทำงานของภาครัฐดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2011 ซึ่งทำให้อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ (credit rating) ของสหรัฐฯ ถูกปรับลดลงและรัฐบาลต้องตัดงบค่าใช้จ่ายทางทหารและส่วนอื่น ๆ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี

Capitol Washington

ในทางทฤษฎี สภาคองเกรสดำเนินแผนเพดานหนี้แบบครอบคลุมมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1939 เพื่อจำกัดการขยายตัวของหนี้รัฐ แต่มาตรการนี้ไม่เคยได้ผลจริง เพราะกระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปีของคองเกรสนั้นไม่ได้เคยดูตัวเลขเพดานหนี้เลย โดยตกลงที่จะตั้งงบใหม่ขึ้นมาดูแลต้นทุนงบใช้จ่ายที่อนุมัติไปก่อนหน้าตลอดเวลา

รอยเตอร์ระบุว่า การเจรจาประเด็นการจัดลำดับหนี้และงบใช้จ่ายจะยังไม่เกิดขึ้นเต็มรูปแบบจนกว่าเหล่าสมาชิกสภาคองเกรสจะเดินทางมายังกรุงวอชิงตันอย่างพร้อมเพรียงในสัปดาห์หน้า

  • ที่มา: รอยเตอร์