<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">     
    <channel>      
        <title>เอเชีย - วอยซ์ ออฟ อเมริกา</title>     
        <link>https://www.voathai.com/z/2175</link>
        <description>ข่าวสำคัญ และ สารคดีน่ารู้ ของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย</description>
        <image>
            <url>https://www.voathai.com/Content/responsive/VOA/th-TH/img/logo.png</url>
            <title>เอเชีย - วอยซ์ ออฟ อเมริกา</title>
            <link>https://www.voathai.com/z/2175</link>
        </image>
        <language>th</language>
        <copyright>Copyright 2010-วอยซ์ ออฟ อเมริกา</copyright>   
        <ttl>60</ttl>        
        <lastBuildDate>Thu, 29 Oct 2026 09:40:17 +0700</lastBuildDate> 
        <generator>Pangea CMS – VOA</generator>        
        <atom:link href="https://www.voathai.com/api/ztqt_eikty" rel="self" type="application/rss+xml" />
    		<item>
            <title>สำรวจแนวทางสหรัฐฯ ยุคทรัมป์ กับความพยายามเจาะสัมพันธ์จีน-รัสเซีย</title>
            <description>หนึ่งในแนวทางการทูตที่เห็นได้จากสองเดือนแรกของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือการรื้อฟื้นสัมพันธ์กับรัฐบาลมอสโก แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ยังจับตามองคือ ท่วงท่าของรัฐบาลวอชิงตันจะสามารถเจาะความเหนียวแน่นของพันธมิตรรัสเซีย-จีนได้หรือไม่
นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022 จีนพยายามยืนกรานว่ารัฐบาลปักกิ่งสนับสนุนสันติภาพและเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศต่าง ๆ แต่อีกด้านก็ไม่เคยประณามรัสเซียที่เปิดฉากเข้ายึดดินแดนยูเครนเลย
ไม่เพียงเท่านั้น กรุงปักกิ่งยังยังโหวตช่วยรัสเซียในคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ และร่วมซ้อมรบด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดใกล้กับรัฐอลาสกาอีกด้วย
อีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ แม้บอกว่ามีสัมพันธ์ส่วนตัวอันดีกับสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แต่ก็เห็นได้ว่า ขณะที่ทำเนียบขาวพูดถึงการรื้อฟื้นสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย อีกด้านหนึ่งกลับลงโทษจีนด้วยการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า
ชาลส์ เฮคเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตก มองว่าภาคเอกชนของชาติตะวันตกจะกลับเข้าไปในรัสเซียอย่างรวดเร็วหากมีการผ่อนปรนมาตรการลงโทษ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน โลหะ และสินแร่ ที่คุ้นชินกับการทำธุรกิจในพื้นที่ความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าการกลับไปทำธุรกิจแบบที่เคยเป็นมา ไม่ใช่สัญญาณของการกลับมาญาติดีกันระหว่างกรุงมอสโกและกรุงวอชิงตัน และไม่เพียงพอที่จะทำให้รัสเซียตีตัวออกห่างจากจีน หากไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติต่อต้านระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบตะวันตกของปูติน
“คุณไม่เคยได้ยินประธานาธิบดีปูตินพูดอะไรขัดกับจีนในทางอุดมการณ์ และตอนนี้ทั้งสองก็เป็นหุ้นส่วนทางพลังงานที่สำคัญ” เฮคเกอร์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของความเห็นสาธารณะ อาจมีจุดที่ทำให้เห็นว่ามีความไม่ลงรอยกันในระดับประชาชนต่อประชาชน อ้างอิงจากข้อค้นพบขององค์กร FilterLabs ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ
FilterLabs วิเคราะห์ความเห็นผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในจีนและรัสเซียในแง่ความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนนี้ และพบว่า ชาวเน็ตมีความเห็นที่ “เต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่เชื่อใจ และผลประโยชน์ที่ไม่ตรงกัน”
วาซิลี กาทอฟ หนึ่งในผู้จัดทำรายงานดังกล่าวระบุกับวีโอเอว่าจีนไม่ได้มองรัสเซียในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมและไว้ใจได้
เขาย้อนไปถึงประวัติการเข้ายึดแคว้นอามูร์จากจีน และนโยบายล่าอาณานิคมของรัสเซียในศตวรรษที่ 19 และ 20 และสรุปว่า “ในความเห็นของผม เป็นไปได้อย่างแน่นอนที่จะมองความไม่ลงรอยทางประวัติศาสตร์ในฐานะจุดเปราะบาง”
อย่างไรก็ตาม อเล็กซานเดอร์ กาบูเอฟ ผู้อำนวยการจากศูนย์คาร์เนกีด้านรัสเซีย-ยูเรเซีย มองว่าเสียงของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรมากนักต่อการตัดสินใจของรัฐบาลมอสโกและปักกิ่ง
กาบูเอฟมองว่า การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์จากจีนนั้นอาจสะท้อนแรงจูงใจ ว่ากรุงปักกิ่งเองก็ต้องการการตอบแทน โดยเฉพาะข้อมูลการต่อต้านอาวุธจากชาติตะวันตกที่รัสเซียได้รับจากสงครามในยูเครน
ในโมงยามที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังดีขึ้น หนึ่งในคำถามที่นักวิเคราะห์สนใจก็คือ กระบวนทัศน์ของทรัมป์ที่มีต่อจีน จะส่งผลถึงขั้นเขย่าสัมพันธ์ของจีนและรัสเซียได้หรือไม่
อาลี ไวน์ ที่ปรึกษาด้านจีนและสหรัฐฯ จากองค์กร International Crisis Group มองว่าทรัมป์มีทัศนคติที่เป็นมิตรกับผู้นำจีนมากกว่าผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ ที่ผ่านมาที่มองว่าจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ลำดับต้น ๆ และไวน์เชื่อว่าจุดนี้จะเป็นปัจจัยกำหนดท่าทีของสหรัฐฯ ต่อจีนในสี่ปีนับจากนี้
ที่มา: วีโอเอ</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/can-the-us-pry-russia-away-from-china/8011229.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/can-the-us-pry-russia-away-from-china/8011229.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 15 Mar 2025 05:18:28 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>เอเชีย</category><category>สงครามรัสเซีย-ยูเครน</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/d53da854-b462-4e2a-b1e0-268d98e97774_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>วิเคราะห์: เช็คไพ่เศรษฐกิจ-ความมั่นคงไทย รับมือการเมืองโลกเปลี่ยน</title>
            <description>สองเดือนของการหวนคืนสู่ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โลกได้เห็นการขยับจากกรุงวอชิงตันที่กระทบกับระเบียบโลกที่คุ้นชิน 
รูปธรรมของแรงกระเพื่อมมาในรูปแบบของการปรับท่าทีเข้าหารัสเซียมากขึ้น ขณะที่ทิ้งระยะห่างจากพันธมิตรเดิมเช่นยูเครนและยุโรป รวมถึงมาตรการกำแพงภาษีที่ไม่ละเว้นพันธมิตรที่ชิดใกล้อย่างเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งในอนาคตอาจหมายรวมไปถึงหุ้นส่วนอีกหลายชาติ รวมถึงไทย
ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงในประเทศและระหว่างประเทศ  ให้ทรรศนะกับวีโอเอไทยว่ายังมีจุดที่ไทยยังสามารถใช้ประโยชน์ได้จากสายลมการเมืองที่กำลังเปลี่ยนทิศ
หนึ่งในจุดที่น่าจับตามองคือมิติด้านความมั่นคง ที่ผ่านมาไทยถือเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นยาวนานกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรในระดับสนธิสัญญา มีการซ้อมรบร่วมประจำปี ‘คอบร้าโกลด์’ ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไปจนถึงหลักนิยมทั้งในหลักสูตรการศึกษาและการจัดวางกำลังพลที่อิงกับสหรัฐฯ และชาติตะวันตก
แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าไทยขยับเข้าหาจีนมากขึ้น สะท้อนจากการซ้อมรบร่วมในรหัส STRIKE ที่ขยายตัว ไปจนถึงดีลซื้อเรือดำน้ำหลักหมื่นล้านบาท ที่เริ่มตั้งแต่ยุครัฐบาลทหาร แต่ยังติดขัดเรื่องการส่งมอบ สืบเนื่องจากการที่จีนจัดหาเครื่องยนต์มาติดตั้งไม่ได้ทันเวลา
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร หลังการรัฐประหารปี 2549 และ 2557 เป็นช่วงที่สหรัฐฯ กระอักกระอ่วนในการพูดคุยกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่จีนขยายอำนาจลงมาในภูมิภาคอย่างรวดเร็วและรุนแรง
“ถ้าดูในแง่ของภูมิรัฐศาสตร์ เราก็จะเห็นว่าจีนเข้าไปทางพม่า มีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับพม่ามีเขตที่เรียกว่า economic corridor (ระเบียงเศรษฐกิจ) และสามารถลงมหาสมุทรอินเดียได้ ทางด้านตะวันออกก็รุกผ่านลาว ผ่านกัมพูชา ตอนนี้มีฐานทัพอยู่ที่ภาคใต้กัมพูชาคือ (ฐานทัพเรือ) เรียม 
“ถ้าเรามองในแง่แบบนั้นก็คือไทยอยู่ภายใต้โดมทางด้านความมั่นคงของจีนในระดับภูมิภาคแล้ว เพราะฉะนั้นก็โอกาสที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับจีนคงเป็นไปได้ยาก” สุภลักษณ์กล่าว
ข้ามกำแพงภาษีตอบโต้อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจับตามอง คือกำแพงภาษีของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการปรับดุลการค้ากับต่างชาติที่มองว่าไม่เป็นธรรมกับรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งจะออกมาในรูปแบบของมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ในอัตราเทียบเท่ากับที่ประเทศต่าง ๆ บังคับใช้กับสินค้าของสหรัฐฯ
ในภาพรวม สหรัฐฯ เสียดุลการค้าไทยสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองมาจากเวียดนาม และไทยเองก็มีตลาดส่งออกหลักอันดับหนึ่งคือสหรัฐฯ มาตรการกำแพงภาษีตอบโต้จึงถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบมาถึงไทยด้วย
กอปร์ธรรม นีละไพจิตร นักวิจัยนโยบายสาธารณะ ระบุว่ากลุ่มประเทศแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีตอบโต้ โดยมากคือพันธมิตรของสหรัฐฯ และในกรณีที่จีนเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานส่งออกเพื่อเลี่ยงภาษี ก็จะเป็นทั้งโจทย์ของผู้ประกอบการในประเทศ และโอกาสของรัฐบาลไทยในการชวนนักลงทุนเข้ามาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
“ตัวที่จะต่อรองได้ ผมคิดว่ายังยากถ้าต่อรองด้วยสินค้าโดยตรง แต่วิธีที่เป็นไปได้ก็คือการที่รัฐบาลอาจจะต้องเร่งการเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง ในการที่จะแลกเปลี่ยนสิทธิประโยชน์บางอย่างหรือว่าลดภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ บางประการ” กอปร์ธรรมกล่าว
กอปร์ธรรมเสนอด้วยว่าไทยอาจต้องลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ และมองหาตลาดใหม่ ๆ เพิ่ม เช่น อาเซียน ยุโรปและตะวันออกกลาง ไปจนถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในกลุ่ม BRICS ซึ่งรวมถึงจีนและรัสเซีย ที่ไทยเพิ่งเข้าร่วมในฐานะประเทศหุ้นส่วน เมื่อ 1 มกราคมปีนี้
ทางด้าน ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านเมียนมา จากองค์กร International Crisis Group มองว่าไทยกำลังเผชิญความท้าทายในช่วงนี้ จากการเปลี่ยนแปลงในสหรัฐฯ และอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายลงมาทางเมียนมา ผ่านเวทีทางการเมืองกับรัฐบาลทหาร และการปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์ตามชายแดนที่ติดกับไทย ที่สร้างความเสียหายทั่วโลกหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
เขากล่าวว่า เป็นความท้าทายของไทยที่จะรักษาความเป็นอิสระในทางการทูตและนโบายต่างประเทศภายใต้แรงกดดันจากมหาอำนาจ ในขณะที่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็ซับซ้อนขึ้น
หนึ่งในหมุดหมายที่อาจสะท้อนแรงกดดันของจีนต่อไทยที่น่าจับตามองสำหรับที่ปรึกษาจาก Crisis Group คือกรณีของเสอ จื้อเจียง ผู้บริหารกลุ่มผู้สร้างเมืองชเวโก๊กโก่ในเมียนมาที่กลายเป็นฐานปฏิบัติการมิจฉาชีพออนไลน์ ที่ปัจจุบันอยู่ในการจองจำของไทยและกำลังคัดค้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกลับจีน และอ้างว่าเขาถูกรัฐบาลจีนกลั่นแกล้งใส่ความ
ในวันที่ตัวละครในการเมืองโลกกำลังปรับบทบาท สุภลักษณ์มองว่าการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจเป็นเรื่องที่ยาก แต่ยังพอมีหลักให้แอบอิงได้ เช่นกลไกระหว่างประเทศ แทนที่จะรับแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว
“ประเทศที่มีไซส์ขนาดเล็กเนี่ยมันก็ต้องไปหาหลักอย่างอื่นมาบาลานซ์ (สร้างสมดุล) เช่นกรณีอุยกูร์เราก็ต้องพูดว่ามันมีหลักการสากล หลักสิทธิมนุษยชน กฎบัตรต่าง ๆ ของยูเอ็น ซึ่งเราเข้าเป็นภาคี จีนก็เข้าเป็นภาคี อันนี้มันถึงจะเอามาเป็นหลักต่อรอง อย่างนี้ก็ถึงจะเรียกว่าทําบาลานซ์ ไม่ใช่เป็นการไปขอประกันความเสี่ยงจากจีน” สุภลักษณ์กล่าว
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก หน่วยงานสำมะโนสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ไทย สำนักข่าวอิศรา
</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/thailand-should-strike-balance-in-security-and-trade-says-expert/8010084.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/thailand-should-strike-balance-in-security-and-trade-says-expert/8010084.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 14 Mar 2025 05:52:23 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><category>สหรัฐฯ</category><author>thai@voanews.com (Yiamyut Sutthichaya)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/561bd4a3-1ce7-464a-8442-f48b586dbf5c_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ปธน.ไต้หวันเตือนให้ระวัง “ความพยายามแทรกซึมจากจีน”</title>
            <description>ประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ ออกมาเตือนในวันพฤหัสบดีว่า จีนได้ยกระดับการใช้อิทธิพลในการแทรกซึมไต้หวันแล้ว และประกาศการเตรียมพร้อมมาตรการตอบโต้ “การครอบงำ” เกาะที่ปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยแห่งนี้ของกรุงปักกิ่งด้วย ตามรายงานของรอยเตอร์
ไต้หวันได้กล่าวหาว่า จีนทำการซ้อมรบทางทหารเพิ่มขึ้น และดำเนินมาตรการลงโทษทางการค้ามาขึ้น รวมทั้งเดินหน้าโครงการสร้างอิทธิพลต่อไต้หวันอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อบีบให้ยอมรับคำกล่าวอ้างอธิปไตยของกรุงปักกิ่งเหนือเกาะแห่งนี้
ปธน.ไล่ บอกผู้สื่อข่าวหลังประชุมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า กรุงปักกิงได้ใช้ประชาธิปไตยของไต้หวันในการ “ครอบงำ” สมาชิกมากมายในสังคมที่มีทั้ง องค์กรอาชญากรรม ผู้มีชื่อเสียงในวงการสื่อและเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารทั้งที่ยังประจำการอยู่และปลดประจำการไปแล้ว
ไล่ระบุระหว่างการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ด้วยว่า “(จีน)กำลังดำเนินการต่าง ๆ เช่น สร้างความแตกแยก ทำลายล้าง และการล้มล้างจากภายในเรา(ไต้หวัน)อยู่”
ต่อมาเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับคำพูดของไล่ ที่การแถลงข่าวของกระทรวงการต่างประเทศจีน เหมา หนิง โฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐบาลปธน.ไล่พูดอย่างไร “นั่นจะไม่เปลี่ยนแปลงความจริงว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน หรือเปลี่ยนอนาคตของการรวมชาติเข้ากับมาตุภูมิที่จะเกิดขึ้นได้เลย”
ทั้งนี้ ไล่ ชิง-เต๋อ อ้างข้อมูลของรัฐบาลไทเป ในการระบุว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาทำการจารกรรมในนามของจีน 64 คนในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากสถิตในปี 2021 ถึง 3 เท่า และกล่าวด้วยว่า ผู้ต้องหาส่วนใหญ่นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทหารทั้งที่ยังประจำการอยู่และอดีตทหาร
ไล่กล่าวว่า ปฏิบัติการต่าง ๆ เหล่านี้ของจีนถือว่าเป็นการใช้ “กองกำลังปฏิปักษ์ต่างชาติ” ตามนิยามของกฎหมายต่อต้านการแทรกซึม (Anti-Infiltration Act) ของไต้หวัน
ในการนี้ ปธน.ไต้หวันได้เสนอมาตรการตอบโต้ทั้งทางเศรษฐกิจและทางกฎหมายจำนวน 17 มาตรการ ซึ่งรวมถึง การทบทวนคำขอเดินทางเข้าหรือสิทธิพำนักอาศัยในไต้หวันของพลเมืองจีนด้วย
ไล่กล่าวว่า รัฐบาลไทเปจะ “ทำการปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น” เพื่อจัดการกับการเงิน ผู้คนและเทคโนโลยีที่ไหลเข้ามาจากจีน โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดของแผนงานนี้
นอกจากนั้น รัฐบาลจะออก “หนังสือเตือน” ให้กับนักแสดงและนักร้องไต้หวันที่รับงานแสดงที่จีน เกี่ยวกับ “คำพูดและการกระทำ” ของแต่ละคน ซึ่งเป็นการโต้ตอบสิ่งที่ไทเปมองว่าเป็น แผนงานต่อเนื่องของกรุงปักกิ่งในการกดดันผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงให้ออกมาให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนจีน
เมื่อต้นสัปดาห์นี้ สำนักงานกิจการไต้หวันของรัฐบาลจีนกล่าวว่า “เป็นเรื่องธรรมชาติมาก” ที่ชาวไต้หวัน ซึ่งรวมถึงศิลปินทั้งหลาย จะแสดงการยอมรับจีน ในช่วงที่ประชาชนในไต้หวันออกมาร้องเรียนกรณีที่ผู้มีชื่อเสียงของไต้หวันหลายคนโพสต์ข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์และเรียกเกาะแห่งนี้ว่าเป็น “มณฑลหนึ่งของจีน”




ที่มา: รอยเตอร์</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/taiwan-president-warns-of-china-s-infiltration-effort-vows-counter-measures/8009626.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/taiwan-president-warns-of-china-s-infiltration-effort-vows-counter-measures/8009626.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 13 Mar 2025 23:47:40 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/262759bb-3990-4fb5-b3c3-c6fa898d28a4_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>เวียดนามจับมือสิงคโปร์ วางเครือข่ายเคเบิลใต้ทะเล</title>
            <description>สิงคโปร์และเวียดนามบรรลุข้อตกลงความร่วมมือโครงการวางสายเคเบิลใต้ทะเล รวมทั้งด้านการเงินและพลังงาน ระหว่างการเยือนสิงคโปร์ของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โต แลม เมื่อวันพุธ ถือเป็นการบกระดับความสัมพันธ์ขั้นสูงสุดของสองประเทศ
สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่สามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จัดทำ &quot;ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน&quot; กับเวียดนาม ต่อจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย
เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โต แลม และนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ร่วมประกาศข้อตกลงความร่วมมือ 6 ฉบับ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายเคเบิลใต้น้ำ การเชื่อมต่อทางดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน
บรรดาประเทศในอาเซียนตั้งเป้าขยายเครือข่ายเคเบิลใต้ทะเลเพื่อรองรับการขยายตัวของบริการด้านปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลข้ามชาติ โดยเวียดนามมีแผนติดตั้งเครือข่ายเคเบิลใต้ทะเล 10 จุดภายในปี  2030 นี้
เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว บริษัทเวียตเทล (Viettel) ของทางการเวียดนาม และบริษัทซิงเทล (Singtel) ของสิงคโปร์ ประกาศข้อตกลงเบื้องตินเพื่อพัฒนาสายเคเบิลใต้ทะเลที่จะเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเวียดนามกับสิงคโปร์ แต่ยังไม่มีการระบุวันเวลาของการก่อสร้าง
แถลงการณ์การประชุมของผู้นำทั้งสองคนชี้ด้วยว่า มีการหารือกันเรื่องพลังงานสะอาด การขยายสวนอุตสาหกรรม และการสร้างสันติภาพความมั่นคงในภูมิภาคนี้ 
สิงคโปร์ยังรับปากด้วยว่าจะช่วยสนับสนุนเวียดนามพัฒนาศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศด้วย
ปัจจุบัน สิงคโปร์คือหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ในเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุน 10,210 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว คิดเป็น 27% ของปริมาณการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดในเวียดนาม
ที่มา: รอยเตอร์</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/vietnam-singapore-agree-to-boost-ties-cooperation-on-subsea-cables/8008592.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/vietnam-singapore-agree-to-boost-ties-cooperation-on-subsea-cables/8008592.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 13 Mar 2025 03:55:09 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/e3d73c70-da97-4caf-0d20-08dd5c8d307c_cx0_cy5_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ศาลอาญาโลกคุมขัง &apos;อดีตปธน.ฟิลิปปินส์&apos; คดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ</title>
            <description>อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตรเต ถูกควบคุมตัวไว้ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี (International Criminal Court) ในวันพุธ หลังจากถูกจับกุมตามหมายจับของไอซีซี ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
ดูเตรเต วัย 79 ปี ถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานระหว่างประเทศ นินอย อาคิโน ในกรุงมะนิลา เมื่อวันอังคาร ขณะเดินทางกลับมาจากฮ่องกง หลังจากที่มีหมายจับจากทางไอซีซีออกมา
เขาถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางต่อไปยังท่าอากาศยาน รอตเตอร์ดาม เดอะ เฮก ที่เนเธอร์แลนด์ จากนั้นถูกส่งตัวต่อไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมตัวไว้รอการพิจารณาคดีที่คาดว่าจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ดูเตรเตอาจต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต
เจอร์รี อเบลลา แห่งองค์กร Amnesty International กล่าวว่า นี่เป็นช่วงสำคัญยิ่งของการถามหาความยุติธรรมสำหรับผู้เสียชีวิตหลายพันคนและครอบครัวของเหยื่อเหล่านั้น
เอมิลี โซเรียโน มารดาของหนึ่งในผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เธอต้องการให้มีเจ้าหน้าที่ถูกดำเนินคดีเพิ่มอีก และว่า &quot;ดูเตรเตยังโชคดีที่ได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แต่ลูก ๆ ของพวกเราไม่มีโอกาสเช่นนั้น&quot;
อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนดูเตรเตจำนวนหนึ่งรวมตัวกันด้านหน้าที่ทำการศาลไอซีซีในวันพุธ และกล่าวว่า การจับกุมเขานั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ตัวเลขการประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตภายใต้โครงการปราบปรามยาเสพติดของดูเตรเตนั้นอยู่ที่ราว 6,000 คนตามรายงานของตำรวจ แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนเชื่อว่าอาจมีเหยื่อมากถึง 30,000 คน
หมายจับจากไอซีซีศาลไอซีซีเริ่มการสืบสวนการสังหารผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดภายใต้คำสั่งของดูเตรเตที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 2011 เมื่ออดีตปธน.ผู้นี้ยังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา จนถึงวันที่ 16 มีนาคม ปี 2019 เพื่อตรวจสอบว่า ทั้งหมดถือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่
ทั้งนี้ ดูเตรเตถอนฟิลิปปินส์ออกจากธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในปี 2019 ซึ่งทำให้นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนออกมาวิจารณ์ทันทีว่า เป็นความพยายามหลบหนีการรับผิดทางกฎหมายของอดีตผู้นำรายนี้
รัฐบาลของดูเตรเตยังได้สั่งระงับการสืบสวนของศาลไอซีซีในช่วงปลายปี 2021 โดยอ้างว่า ทางการฟิลิปปินส์ได้ตรวจสอบคำกล่าวหาเดียวกันนี้แล้ว พร้อมแย้งว่า ICC ไม่มีอำนาจศาลในประเทศนี้
แต่ศาลอุทธรณ์ที่ ICC มีคำพิพากษาในปี 2013 ให้มีการเดินหน้าสืบสวนต่อไปได้และปฏิเสธคำคัดค้านของรัฐบาลดูเตรเต
ผู้พิพากษาไอซีซี ระบุในหมายจับว่า &quot;มีเหตุผลที่เชื่อถือได้ว่า ดูเตรเตคือบุคคลผู้รับผิดชอบต่อการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ในฐานะผู้กระทำการทางอ้อมจากการสั่งการให้มีการสังหาร ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีดาเวา และขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี&quot;


ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศในวันอังคาร ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ กล่าวว่าการจับกุมดูเตรเตนั้น &quot;เหมาะสมและถูกต้อง&quot; และไม่ใช่การดำเนินคดีทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม รองประธานาธิบดี ซารา ดูเตรเต บุตรสาวของดูเตรเต วิจารณ์รัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ยินยอมมอบบิดาของเธอให้กับไอซีซี ซึ่งไม่มีอำนาจศาลในฟิลิปปินส์ โดยซาราจะเดินทางไปพบกับพ่อของเธอและทนายความของเขาที่กรุงเฮก เพื่อหาทางว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
ที่มา: เอพี



</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/philippine-ex-president-duterte-faces-charges-linked-to-war-on-drugs-/8008437.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/philippine-ex-president-duterte-faces-charges-linked-to-war-on-drugs-/8008437.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 13 Mar 2025 03:19:08 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/2c9b1e89-4e4a-45bc-9b01-c2a9474c8c26_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>องค์กรสิทธิฯ หวั่นชะตากรรมอุยกูร์ 8 รายที่ยังตกค้างในไทย</title>
            <description>องค์กรสิทธิมนุษยชนเผยว่า ชาวอุยกูร์ 8 คนที่ยังคนถูกคุมขังอยู่ในประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกส่งตัวกลับจีน เหมือนกับ 40 คนก่อนหน้านี้


รัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์ 40 คนที่คุมขังไว้ตั้งแต่ปี 2014 กลับไปจีนเมื่อวันที่ 27 ก.พ. ท่ามกลางเสียงประณามจากรัฐบาลสหรัฐฯ สหประชาชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ที่ระบุว่าเป็นการละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และกฎหมายของไทยเอง


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับกับวีโอเอว่า ได้ติดต่อประสานงานกับไทยหลายครั้งเพื่อเลี่ยงการส่งชาวอุยกูร์กลับไปจีน ซึ่งรวมถึงการเสนอรับตัวไปยังสหรัฐฯ


สหรัฐฯ และอีกหลายชาติกังวลว่า คนกลุ่มนี้จะตกอยู่ในความเสี่ยงต่อชีวิตหรือสวัสดิภาพในจีน ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานการซ้อมทรมานและใช้แรงงานบังคับในค่ายอบรมที่ซินเจียง และทางการจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด


ที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลไทยและจีนไม่ได้ระบุถึงชาวอุยกูร์อีก 8 คนที่ยังตกค้างอยู่ในไทย และยังมิได้ตอบกลับคำขอให้แสดงความคิดเห็นจากทางวีโอเอแต่อย่างใด


แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนยืนยันว่าทั้ง 8 คนยังคงอยู่ในการควบคุมของทางการไทย โดย 3 คนถูกควบคุมไว้ที่ศูนย์กักกันคนต่างด้าว ส่วนอีก 5 คนรับโทษในเรือนจำตั้งแต่ปี 2020 จากข้อหาลักทรัพย์และพยายามหลบหนีจากศูนย์กักกัน ซึ่ง 5 คนนี้เผชิญความเสี่ยงที่จะถูกส่งตัวกลับจีนเมื่อโทษจำคุกในไทยสิ้นสุดลง




กัณวีร์ สืบแสง สส. พรรคเป็นธรรม กล่าวกับวีโอเอว่า &quot;หลังจากที่พวกเขารับโทษครบแล้ว พวกเขาต้องกลับมาที่ศูนย์กักตัวคนต่างด้าว ซึ่งมีความกังวลว่าหากมีแรงกดดันจากทางจีนอีก ชาวอุยกูร์ทั้ง 5 คนนี้อาจกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดที่จะถูกส่งตัวกลับไปอีกครั้ง&quot;


องค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า แม้ชาวอุยกูร์กลุ่มนี้มีกำหนดรับโทษถึงปี 2029 แต่ก็อาจถูกกดดันให้กลับจีนเร็วกว่านั้นหากว่าพวกเขาได้รับการอภัยโทษ


ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยมีแถลงการณ์ว่า จีนต้องการให้ไทยส่งตัว &quot;พลเมืองชาวจีน 45 คน&quot; กลับประเทศ ซึ่ง กฤตพร เสมสันทัด ผอ.โครงการของมูลนิธิสิทธิเพื่อสันติภาพ เชื่อว่า ตัวเลข 45 คนนั้นรวมถึงชาวอุยกูร์ 5 คนที่ถูกคุมขังในเรือนจำด้วย นั่นหมายความว่าจีนต้องการให้ไทยส่งพวกเขากลับประเทศเช่นกัน


เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีไทย แพทองธาร ชินวัตร แถลงยืนยันว่า ชาวอุยกูร์ทุกคนสมัครใจที่จะกลับจีน และรัฐบาลปักกิ่งให้คำมั่นสัญญาว่าทุกคนที่กลับไปจะปลอดภัย และระบุว่า “ไม่มีประเทศที่สามมาเสนอในการขอรับตัวอุยกูร์เลย ประเทศไทยก็ต้องส่งกลับคนจีนไปประเทศจีน”


อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และแคนาดา ต่างยื่นข้อเสนอที่จะรับชาวอุยกูร์เหล่านั้นเป็นผู้ลี้ภัย


โปลัต ซายิม รองประธานคณะกรรมาธิการองค์กร World Uyghur Congress ขอให้ประเทศเหล่านั้นยังคงเปิดประตูสำหรับข้อเสนอรับชาวอุยกูร์ 8 คนที่ยังอยู่ในไทย รวมทั้งเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลไทยยอมรับข้อเสนอนี้ และว่า &quot;พวกเราไม่มีประเทศ&quot; &quot;รัฐบาลไทยไม่ควรส่งชาวอุยกรู์เหล่านั้นกลับไปจีน เพราะนั่นจะไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาเลย&quot; 



	ที่มา: วีโอเอ

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/fate-of-8-uyghurs-in-thailand-in-limbo-after-40-deported-to-china/8007208.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/fate-of-8-uyghurs-in-thailand-in-limbo-after-40-deported-to-china/8007208.html</guid>            
            <pubDate>Wed, 12 Mar 2025 04:01:12 +0700</pubDate>
            <category>ไทย</category><category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/1fdd2e79-7ef8-4a2f-acb5-8cbd2177ba05_cx0_cy6_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>จับตัวอดีตปธน. โรดริโก ดูเตรเต ตามหมายจับศาลอาญาโลก</title>
            <description>เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ โรดริโก ดูเตรเต ที่ท่าอากาศยานสากลมะนิลา ในวันอังคาร ตามหมายจับของศาลอาญาโลก (ICC) ในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ตามการเปิดเผยของรัฐบาลฟิลิปปินส์
ดูเตรเตถูกจับกุมหลังเดินทางกลับจากฮ่องกง ตามคำสั่งของ ICC ที่เริ่มการสืบสวนกรณีการสังหารหมู่ในช่วงที่อดีตผู้นำฟิลิปปินส์รายนี้อยู่ในอำนาจและดำเนินแผนการปรามปรามขบวนการค้ายาเสพติด อ้างอิงข้อมูลจากแถลงการณ์ของทำเนียบประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์
รัฐบาลฟิลิปปินส์ระบุว่า สำนักงานตำรวจสากลในกรุงมะนิลาได้รับสำเนาทางการของหมายจับของศาลอาญาโลกก่อนจะดำเนินการจับกุม โดยมีการแสดงเอกสารหมายจับให้กับดูเตรเตด้วย
ยังไม่มีรายละเอียดว่า ตำรวจนำตัวดูเตรเตไปคุมขังที่ใด โดยรัฐบาลมะนิลาเปิดเผยเพียงว่า แพทย์ได้ทำการตรวจสุขภาพอดีตประธานาธิบดีวัย 79 ปีผู้นี้แล้วและยืนยันว่ามีสุขภาพแข็งแรงดี และว่า “ตอนนี้ (ดูเตรเต)อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของทางการ” เท่านั้น
ศาลอาญาโลกเริ่มการสืบสวนการสังหารผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดภายใต้คำสั่งของดูเตรเตที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 2011 เมื่ออดีตปธน.ผู้นี้ยังดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาอยู่ จนถึงวันที่ 16 มีนาคม ปี 2019 เพื่อตรวจสอบว่า ทั้งหมดถือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติหรือไม่
ทั้งนี้ ดูเตรเตถอนฟิลิปปินส์ออกจากธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในปี 2019 ซึ่งทำให้นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนออกมาวิจารณ์ทันทีว่า เป็นความพยายามหลบหนีการรับผิดและรับชอบของอดีตผู้นำรายนี้
รัฐบาลของดูเตรเตยังได้สั่งระงับการสืบสวนของศาลอาญาโลกในช่วงปลายปี 2021 โดยอ้างว่า ทางการฟิลิปปินส์ได้ตรวจสอบคำกล่าวหาเดียวกันนี้แล้ว พร้อมแย้งว่า ICC ไม่มีอำนาจศาลในประเทศนี้
แต่ศาลอุทธรณ์ที่ ICC มีคำพิพากษาในปี 2013 ให้มีการเดินหน้าสืบสวนต่อไปได้และปฏิเสธคำคัดค้านของรัฐบาลดูเตรเต
ศาลอาญาโลกที่ตั้งอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ สามารถเข้าดำเนินการสืบสวนไต่สวนในประเทศใดก็ได้ที่ไม่ยินยอมหรือไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศที่มีความโหดร้ายรุนแรงอย่างที่สุด ซึ่งรวมถึง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากดูเตรเตในปี 2022 ก่อนจะเข้ามาพัวพันกับข้อพิพาททางการเมืองกับผู้นำคนก่อนรายนี้ ตัดสินใจที่จะไม่นำประเทศกลับเข้าร่วมกับศาลโลก
แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันของฟิลิปปินส์กล่าวว่า จะยอมร่วมมือ ถ้า ICC ขอให้ตำรวจสากลนำตัวดูเตรเตไปคุมขังไว้ ผ่านระบบที่มีชื่อว่า Red Notice ซึ่งเป็นคำขอให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายใดก็ได้ในโลกระบุที่อยู่และทำการจับกุมผู้ต้องสงสัยก่ออาชญากรรมไว้ชั่วคราว


ที่มา: เอพี</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/former-philippine-leader-duterte-arrested-on-an-icc-warrant-over-drug-killings/8006671.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/former-philippine-leader-duterte-arrested-on-an-icc-warrant-over-drug-killings/8006671.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 11 Mar 2025 21:13:29 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/0df86856-9032-4ea9-9530-35303db7e59f_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>เผยจำนวนเรือทหาร-เรือพาณิชย์จีน แซงหน้าสหรัฐฯ ไปไกล</title>
            <description>เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า ตนได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่ของทำเนียบขาว เพื่อทำหน้าที่ฟื้นฟูอุตสาหกรรมการต่อเรือของสหรัฐฯ ทั้งเรือทหารและเรือพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญด้านความมั่นคงแห่งชาติ และสหรัฐฯ จะเริ่มการต่อเรืออย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีน 


พลเอกเอริก สมิธ ผู้บัญชาการกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับวีโอเอเมื่อปลายปีที่แล้วว่า &quot;เวลานี้อุตสาหกรรมต่อเรืออเมริกันกำลังมีขนาดลดลงจนถึงระดับต่ำสุด&quot;


ปัจจุบัน กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงมีอำนาจการทำลายและขนาดระวางน้ำหนักมากที่สุด แต่จำนวนเรือในกองทัพนั้นถูกจีนแซงหน้าไปแล้ว กล่าวคือ กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเรือทั้งหมด 296 ลำ ขณะที่จำนวนเรือของกองทัพเรือจีนผ่านหลัก 400 ลำไปแล้วเมื่อต้นปีนี้


 




งบประมาณที่ลดลง

จำนวนเรือของกองทัพอเมริกันลดลงต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากงบประมาณที่ลดลง โดยเมื่อปีที่แล้ว กองทัพเรือสหรัฐฯ มีงบประมาณสำหรับซื้อเรือใหม่เพียง 6 ลำ แต่ปลดประจำการไป 15 ลำ


สำหรับปีนี้ กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้รับงบประมาณซื้อเรือใหม่ 6 ลำเช่นกัน แต่มีเรือปลดประจำการทั้งหมด 19 ลำ นั่นหมายความว่าจะมีเรือในกองทัพอเมริกันหายไปถึง 13 ลำ


ทั้งนี้ เส้นเลือดใหญ่ของบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมต่อเรือนั้นมาจากกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นยืนยันว่ามีทรัพยากรมากพอที่จะผลิตและซ่อมแซมเรือของกองทัพเรือได้ แต่กลับไม่มีสัญญาว่าจ้างออกมามากนัก


ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนด้านอุปสงค์ของการต่อเรือ สืบเนื่องจากงบประมาณที่ลดลง ก่อให้เกิดความกังวลต่อบรรดาบริษัทต่อเรือต่าง ๆ


แบรด โมเยอร์ รองประธานฝ่ายซ่อมบำรุงเรือของบริษัทบีเออี ซิสเต็มส์ (BAE Systems) ของอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทซ่อมเรือรายใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวว่า &quot;ขณะนี้เราทำงานแค่ครึ่งหนึ่งของศักยภาพที่เรามี&quot;




จอร์จ วิททิเออร์ ซีอีโอของบริษัทแฟร์แบงค์ส มอร์ส ดีเฟนส์ (Fairbanks Morse Defense) ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือรายใหญ่ในอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ และเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดให้กับเรือรบของสหรัฐฯ กล่าวกับวีโอเอว่า มีซัพพลายเออร์หลายพันบริษัทที่ตัดสินใจปิดกิจการไปในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากงบประมาณและจำนวนคำสั่งซื้อที่ลดลง


ผู้นำกองทัพสหรัฐฯ และบรรดาผู้บริหารของบริษัทต่อเรือต่างกังวลว่า การปิดกิจการลงของซัพพลายเออร์จำนวนมากจะส่งผลต่อการผลิตชิ้นส่วนสำรองของเรือ และอาจต้องใช้เวลานานขึ้นในการผลิต รวมทั้งราคาที่แพงขึ้นด้วย


พันเรือเอก จิม คิลบี รักษาการรองผู้บัญชาการฝ่ายปฏิบัติการทางทะเลของกองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าวกับวีโอเอว่า เวลานี้ทางกองทัพยังไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการซื้อเรือรบและเรือดำน้ำชุดใหม่มาทดแทนชุดเดิมที่เก่าแก่มากแล้วและมีค่าใช้จ่ายสูงในการซ่อมบำรุง ยังไม่ต้องพูดถึงการขยายกำลังของกองทัพเรือ




ความล่าช้า และการปลดพนักงาน 

ความล่าช้าของสัญญาฉบับใหม่จากทางกองทัพสหรัฐฯ และการยกเลิกโครงการต่าง ๆ นำไปสู่การปลดพนักงานจำนวนมากของบริษัทต่อเรือขนาดใหญ่ รวมทั้งบีเออีที่ปลดพนักงานเกือบ 300 คนเมื่อปี 2023


ที่เมืองนอร์ฟอล์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมต่อเรือทางภาคตะวันออกของสหรัฐฯ จำนวนเรือขนาดใหญ่ที่เข้ารับการซ่อมบำรุงลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับตำแหน่งงานที่ลดลงเช่นกัน


ผู้บริหารของบริษัทต่อเรือระบุว่า รัฐสภาสหรัฐฯ คือผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคเดโแมครตและพรรครีพับลิกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีการอนุมัติงบประมาณก้อนใหม่สำหรับการซ่อมแซมเรือที่มีอยู่


นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานมีฝีมือเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการต่อเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาดของโควิด-19 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างค่าแรงที่เปลี่ยนไป




อุตสาหกรรมเรือพาณิชย์

ในขณะที่รัฐสภาสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเพิ่มงบประมาณสำหรับการต่อเรือและซ่อมบำรุงเรือของกองทัพ สว.มาร์ค เคลลี จากพรรคเดโแมครต กล่าวกับวีโอเอว่า อุตสาหกรรมต่อเรือพาณิชย์ของอเมริกาก็ต้องการการสนับสนุนอย่างมากเช่นกัน


สว.เคลลี กล่าวว่า ปัจจุบัน สหรัฐฯ ผลิตเรือขนส่งสินค้าราว 5 ลำต่อปี ขณะที่จีนผลิตได้ปีละกว่า 1,000 ลำ &quot;พวกเขามีอู่ต่อเรือขนาดใหญ่หนึ่งแห่งที่ใหญ่กว่าอู่ต่อเรือของเราทั้งหมดรวมกัน&quot;


สว.ผู้นี้ กล่าวด้วยว่า อเมริกามีเรือพาณิชย์เพียง 85 ลำในขณะนี้ ซึ่งหากเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น เกิดความขัดแย้งกับศัตรู เราจะมีข้อจำกัดในการขนส่งเสบียงและอุปกรณ์ต่าง ๆ ข้ามมหาสมุทร


 




เมื่อเดือนมีนาคม สว.เคลลี เสนอร่างกฎหมายชื่อว่า Ships for America Act ให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ 250 ลำในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มห่วงโซ่อุปทานสำหรับเรือของกองทัพเรือด้วย


ร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีผลประโยชน์ด้านภาษีสำหรับการต่อเรือพาณิชย์ รวมทั้งการเพิ่มค่าธรรมเนียมสำหรับเรือสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาเทียบท่าในอเมริกา เพื่อนำไปช่วยในการผลักดันอุตสาหกรรมการต่อเรือในประเทศ โดยไม่ต้องสร้างหนี้หรือทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น



	ที่มา: วีโอเอ

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/trump-pledges-to-resurrect-shipbuilding-as-china-seen-outpacing-us-/8004475.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/trump-pledges-to-resurrect-shipbuilding-as-china-seen-outpacing-us-/8004475.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 10 Mar 2025 03:58:15 +0700</pubDate>
            <category>จีน</category><category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/01c65bce-7677-4407-bd68-a6ce350051b5_cx0_cy5_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>รายงานพิเศษ: กต.สหรัฐฯ รับ เคยเสนอรับอุยกูร์จากไทยจริง</title>
            <description>กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยอมรับกับวีโอเอว่า ได้ติดต่อประสานงานกับไทยหลายครั้งเพื่อเลี่ยงการส่งชาวอุยกูร์กลับไปจีน ซึ่งรวมถึงการเสนอรับตัวไปยังสหรัฐฯ


ทีมโฆษกกระทรวงต่างประเทศให้ข้อมูลในวันพุธ หลังรัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์ 40 ชีวิตกลับไปยังจีนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และในเวลาต่อมาสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ามีอย่างน้อยสามประเทศที่เสนอขอรับตัวไป แต่ทางการไทยยังตัดสินใจทำตามคำร้องขอส่งตัวของรัฐบาลปักกิ่งเนื่องจากกังวลต่อผลกระทบที่อาจจะตามมา


ทีมโฆษก กต. ระบุว่า “เราร่วมงานกับไทยมาหลายปีเพื่อเลี่ยงสถานการณ์นี้ รวมถึงการเสนออย่างสม่ำเสมอและซ้ำไปซ้ำมาเรื่องการให้ชาวอุยกูร์ไปตั้งรกรากในประเทศอื่น ซึ่ง ณ จุดหนึ่งรวมถึงสหรัฐฯ”


กระทรวงต่างประเทศยังได้เน้นย้ำการประณามอย่างรุนแรงที่สุดจากสหรัฐฯ กรณีการส่งตัวที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้ทางการจีนเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ชุดล่าสุดที่ส่งตัวกลับไปยังเขตปกครองตนเองซินเจียง เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกลุ่มที่ไทยส่งกลับไปเมื่อปี 2558 ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถสืบทราบชะตากรรมได้


เมื่อเช้ามืด 27 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น รถผู้ต้องขังที่ปิดหน้าต่างทึบ นำคนกลุ่มหนึ่งออกจากสถานกักตัวคนต่างด้าว ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ ซึ่งในวันเดียวกัน สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ยืนยันว่าเป็นกลุ่มชาวอุยกูร์ที่ส่งตัวกลับไปยังเขตปกครองตนเองซินเจียง


ค่ำวันเดียวกัน ตัวแทนรัฐบาลไทยแถลงข่าวอธิบายว่าได้ส่งคนกลุ่มดังกล่าวกลับตามคำร้องขออย่างเป็นทางการของจีน โดยผู้ถูกส่งกลับมีความสมัครใจ รัฐบาลกรุงปักกิ่งยืนยันที่จะดูแลคนกลุ่มดังกล่าว และจากนี้ไทยจะติดตามตรวจสอบสวัสดิภาพของผู้ถูกส่งกลับต่อไป


ในรายงานของรอยเตอร์ระบุว่า ช่วงสิบปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ แคนานาและออสเตรเลียเคยเสนอตัวรับชาวอุยกูร์ทั้งหมด 48 คนที่ถูกกักตัวในไทย อ้างอิงตามแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากเป็นประเด็นที่อ่อนไหว


ข้อความของทีมโฆษกที่วีโอเอได้รับมีใจความเดียวกันกับที่ปรากฏในรายงานของรอยเตอร์




กต.แจง ส่งกลับคือ &apos;ทางเลือกที่ดีที่สุด&apos;

นายรัศมิ์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เข้าชี้แจงกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรในวันพฤหัสบดี ระบุว่า ที่ไทยตัดสินใจส่งชาวอุยกูร์ให้จีนแม้มีบางประเทศพร้อมรับตัวไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะแม้หากประเทศที่สามยินดีจะรับ ก็ควรต้องไปหารือเจรจากับจีนให้ประสานตัวส่งไปประเทศที่สามด้วย


ผู้ช่วย รมต. กระทรวงต่างประเทศ กล่าวด้วยว่าทางการจีนพร้อมให้ติดตามสวัสดิภาพกลุ่มคนดังกล่าว และกระทรวงต่างประเทศจะรับไปหารือเรื่องการเชิญผู้แทนจากสำนักจุฬาราชมนตรี ไปติดตามชาวอุยกูร์ภายหลังการส่งตัวด้วย


ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีของรัฐบาลไทยในแง่ข้อมูล เนื่องจากเดิมทีนายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุในการแถลงข่าวหลังการส่งตัวว่า การแจ้งความจำนงจากประเทศที่สามครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีก่อน


เบนาร์นิวส์ สื่อภายใต้ United States Agency for Global Media (USAGM) เช่นเดียวกับวีโอเอ รายงานเรื่องข้อเสนอรับตัวชาวอุยกูร์ไปประเทศที่สามเช่นกัน


นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดเผยเอกสารบันทึกประชุมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ของ กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ที่ตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า “UNHCR หรือ OHCHR ขอให้ไทยไม่ส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปจีนและบางประเทศก็แสดงความพร้อมรับชาวอุยกูร์ไปตั้งถิ่นฐาน เช่น สหรัฐฯ สวีเดน ออสเตรเลีย”


นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ยืนยันว่าชาวอุยกูร์ทุกคนสมัครใจที่จะกลับจีน และรัฐบาลปักกิ่งให้คำมั่นสัญญาว่าทุกคนที่กลับไปจะปลอดภัย “ไม่มีประเทศที่สามมาเสนอในการขอรับตัวอุยกูร์เลย ประเทศไทยก็ต้องส่งกลับคนจีนไปประเทศจีน”


นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย กล่าวกับเบนาร์นิวส์ว่า มีหลายประเทศที่เสนอรับชาวอุยกูร์จากไทย แม้ไม่ใช่การรับตัวเป็นชุดใหญ่คราวเดียว แต่ไทยไม่ได้สานต่อข้อเสนอไปจนถึงระดับที่ทำเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ


ไทยเข้ามาพัวพันในประเด็นนี้สืบเนื่องจากมีชาวอุยกูร์ที่ลี้ภัยจากจีน และถูกจับกุมที่ไทยในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายเมื่อช่วงปี 2557


กลางปี 2558 รัฐบาลทหารของไทยส่งชาวอุยกูร์มากกว่า 170 คน ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิงไปยังตุรกี ทว่า หลายสัปดาห์หลังจากนั้นก็ส่งตัวชายชาวอุยกูร์ 109 คนกลับจีนในลักษณะที่คล้ายกับอาชญากร


การส่งตัวรอบล่าสุดในปี 2568 ตามมาด้วยเสียงวิจารณ์จากหลายชาติตะวันตก สหรัฐฯ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่กังวลว่าคนกลุ่มนี้จะตกอยู่ในความเสี่ยงต่อชีวิตหรือสวัสดิภาพในจีน ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานการซ้อมทรมานและใช้แรงงานบังคับในค่ายอบรมที่ซินเจียง และทางการจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด


ในกรณีผู้ลี้ภัยอุยกูร์ชุดล่าสุด หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบสื่อมวลชนในการแถลงข่าวประจำวันว่า การส่งตัวกลับครั้งนี้กระทำบนพื้นฐานกฎหมายไทยและจีน รวมถึงกฎหมายและระเบียบปฏิบัติระหว่างประเทศ ตามการรายงานของเอพี


โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวด้วยว่า “สิทธิและผลประโยชน์โดยชอบตามกฎหมายของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่”



	ข้อมูลเพิ่มเติมจากรอยเตอร์ เบนาร์นิวส์ 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/usa-state-department-has-offered-thailand-uyghur-resettlement/8001707.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/usa-state-department-has-offered-thailand-uyghur-resettlement/8001707.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 07 Mar 2025 05:48:22 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>สหรัฐฯ</category><category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/9a8b533c-0254-407a-ed16-08dd4a81f35f_cx0_cy7_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ไทยเร่งนำตัวเหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์จากเมียนมาส่งกลับประเทศบ้านเกิด</title>
            <description>ทางการไทยกำลังเร่งทำงานกับสถานทูตและสถานกงสุลหลายประเทศเพื่อช่วยนำตัวพลเมืองของประเทศต่าง ๆ ที่ตกเป็นเหยื่อศูนย์คอลเซนเตอร์ในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาได้เดินทางกลับประเทศบ้านเกิด ตามรายงานของรอยเตอร์ที่อ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ไทย


รายงานข่าวระบุว่า มีเหยื่อแก๊งอาชญากรรมดังกล่าวราว 7,000 คนที่ได้รับความช่วยเหลือออกมาจากเมืองเมียวดี ในปฏิบัติการทลายเครือข่ายคอลเซนเตอร์ผิดกฎหมายในเมียนมาเมื่อไม่นานมานี้ และทั้งหมดถูกนำตัวไปพักอยู่ที่ตามค่ายชั่วคราวที่ดูแลโดยกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อยอยู่


เหยื่อเหล่านี้เปิดเผยว่า หลายคนถูกขู่บังคับให้ร่วมขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์โดยมีเป้าหมายอยู่ทั่วโลก


ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนและอินโดนีเซียได้ทำการส่งตัวพลเมืองของตนที่ตกเป็นเหยื่อได้ถูกช่วยเหลือออกมากลับประเทศด้วยการประสานงานจากทางการไทยไปบ้างแล้ว แต่ยังมีผู้ตกค้างอยู่อีกนับพันคนในค่ายตามแนวชายแดนเมียนมา ซึ่งรวมถึงพลเมืองของหลายประเทศในแอฟริกาที่ไม่มีสถานทูตในประเทศไทย




และในวันพฤหัสบดี เที่ยวบินเที่ยวแรกจากทั้งหมด 19 เที่ยวบินสำหรับการนำส่งพลเมืองจีนเกือบ 1,500 คนกลับประเทศในสัปดาห์นี้เพิ่งบินออกจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก อ้างอิงรายงานของรอยเตอร์


นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยเปิดเผยว่า สำหรับเหยื่อต่างชาติของแก๊งคอลเซนเตอร์ที่ไม่มีสำนักงานการทูตในไทย ทางการได้พยายามติดต่อกับสถานทูตที่ได้รับมอบหมายหรือรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ โดยตรงแล้ว และขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับรัฐบาลปลายทางว่าจะส่งเจ้าหน้าที่จากจุดใดมาไทยเพื่อดูแลประสานงานต่อไป


รอยเตอร์ระบุว่า ทางการไทยต้องการให้ประเทศที่ต้องการส่งตัวพลเมืองของตนเองจากเมียวดีกลับประเทศให้ส่งเจ้าหน้าที่มายังบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อรับผิดชอบงานด้านการคัดกรองต่าง ๆ ที่รวมถึงการตรวจโรคและการตรวจคนเข้าเมือง


รายงานข่าวกล่าวว่า ชาวต่างชาติหลายร้อยคนที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากศูนย์คอลเซนเตอร์ต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่ขาดแคลนอาหาร ต้องใช้ห้องสุขาที่สกปรกของค่ายกองทหารพลเรือนติดอาวุธที่อยู่ห่างไกลความเจริญ และต้องการการดูแลด้านสุขภาพด้วย


ผู้ที่อาศัยอยู่ในค่ายดังกล่าวที่มาจากประเทศในแอฟริกาบอกกับรอยเตอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน


 



	ที่มา: รอยเตอร์


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/thailand-pushing-to-repatriate-foreigners-rescued-from-myanmar-scam-centers/8001082.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/thailand-pushing-to-repatriate-foreigners-rescued-from-myanmar-scam-centers/8001082.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 06 Mar 2025 22:07:05 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/57eb7c8c-1577-4c5a-9db9-06abd4ccc80d_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>จีนตั้งเป้าศก.โต 5% ปีนี้ หวั่นผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐฯ </title>
            <description>จีนประกาศเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของปีนี้ที่ 5% โดยรับปากว่าจะเตรียมรับความท้าทายและเดินหน้าสู่ความสำเร็จ ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้าและภาษีกับสหรัฐฯ รวมทั้งความต้องการในประเทศที่ลดลง


นายกรัฐมนตรีจีน หลี่ เฉียง กล่าวปราศรัยที่การประชุมใหญ่ประจำปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในวันพุธ ที่กรุงปักกิ่ง ระบุว่า ภาคการค้าและเทคโนโลยีของจีนกำลังเผชิญแรงกดดันจากต่างชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายปกป้องผลประโยชน์ในประเทศที่ถูกนำมาใช้ทั่วโลก รวมถึงการใช้กำแพงภาษี และความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์การเมืองโลก ถือเป็นภัยคุกคามต่อระบบการค้าพหุภาคี


นายกฯ หลี่ กล่าวต่อสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายพันคนที่เข้าร่วมประชุม รวมทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่า &quot;รากฐานการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงไม่แข็งแรง และความต้องการบริโภคยังไม่เพียงพอ&quot; ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงตั้งเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเอาไว้ที่ 5% โดยจะมุ่งเน้นกระตุ้นการบริโภค เพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุน และขยายความต้องการภายในประเทศในทุกด้าน




นักวิเคราะห์ชี้ว่า การกำหนดเป้าหมายทางเศรษฐกิจไว้ที่ 5% แสดงให้เห็นว่า จีนให้ความสำคัญกับ &quot;เสถียรภาพ&quot; มากกว่า &quot;ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจ&quot; ในปี 2025 นี้ แต่แนวโน้มรายได้ครัวเรือนที่ลดลงทั่วประเทศในปีที่ผ่านมาจะทำให้เป้าหมายดังกล่าวเป็นไปได้ยาก


หวัง เกา-เฉิน นักเศรษฐศาสตร์แห่งสถาบัน Chung-Hua Institute for Economic Research ในไต้หวัน กล่าวว่า &quot;เมื่อปีที่แล้ว ส่วนหลักที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน คือ การส่งออก แต่สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่อาจจะเกิดขึ้นกำลังสร้างความเสี่ยงที่คาดการณ์ไม่ได้ให้กับภาคการส่งออกของจีนในปีนี้&quot;


และว่า &quot;เนื่องจากความต้องการภายในประเทศยังคงไม่เพียงพอ ดังนั้นจีนต้องพึ่งพาการกระตุ้นภาคการบริโภคของประชาชนในการผลักดันเศรษฐกิจในปี 2025&quot;


นายกฯ หลี่ เฉียง ระบุว่า เพื่อกระตุ้นการบริโภคและความต้องการในประเทศ รัฐบาลจีนจะใช้นโยบายกระตุ้นด้านการคลังและการเงิน ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อเพิ่มการจับจ่ายใช้สอย จัดสรรทรัพยากรและเงินทุนเพื่อสนับสนุนการจ้างงาน เพิ่มอัตราค่าจ้างของแรงงาน และเพิ่มผลประโยชน์เพื่อดึงดูดให้มีการซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น


และเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของจีน หลี่กล่าวว่า จะใช้นโยบายที่มุ่งเน้นกระตุ้นนวัตกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหลัก รวมถึงการผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับภาคการผลิตและการตลาด เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ใหม่ ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีควอนตัม และเครือข่าย 6G


การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งมีขึ้นในขณะที่จีนกับสหรัฐฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงของการเกิดสงครามการค้า สืบเนื่องจากการขึ้นภาษีตอบโต้กันและกัน


เมื่อวันอังคาร สหรัฐฯ เริ่มใช้อัตราภาษี 20% กับสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งจีนตอบโต้ด้วยการเพิ่มภาษีสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ใมนอัตรา 10% -15%



	ที่มา: วีโอเอ


 


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/china-sets-moderate-economic-growth-target-amid-looming-trade-war/7999065.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/china-sets-moderate-economic-growth-target-amid-looming-trade-war/7999065.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 06 Mar 2025 02:57:17 +0700</pubDate>
            <category>จีน</category><category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/b7405c8e-04c9-4761-0267-08dd4a817621_cx0_cy10_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>องค์กรสิทธิฯ เผย คนต่างด้าวในไทยตกเป็นเหยื่อความเกลียดชังออนไลน์</title>
            <description>องค์กรสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกำลังเผชิญการแสดงความเห็นเชิงเกลียดชังและข้อมูลเท็จในโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ตามรายงานของสื่อ เรดิโอ ฟรี เอเชีย (RFA) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน USAGM เช่นเดียวกับวีโอเอ


ปัจจุบัน มีแรงงานต่างด้าวหลายล้านคนจากเมียนมา กัมพูชาและลาว ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมหลายอย่างตั้งแต่การก่อสร้าง การเกษตร การผลิต ไปจนถึงภาคบริการ


อย่างไรก็ตาม พวกเขากำลังเผชิญกระแสความหวาดกลัวชาวต่างชาติสืบเนื่องจากข้อมูลเท็จทางอินเทอร์เน็ต นำไปสู่การถูกกีดกันและเลือกปฏิบัติในชีวิตจริง ยังไม่นับรวมปัญหาสภาพแวดล้อมย่ำแย่ในที่ทำงาน อัตราค่าแรงต่ำ และการไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย อ้างอิงจากองค์กรทางสังคมหลายแห่ง




คอรีเยาะ มานุแช ทนายความและผู้ประสานงานของเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group) กล่าวกับเรดิโอ ฟรี เอเชีย ว่า &quot;เราเริ่มเห็นคนไทยบางกลุ่มที่แสดงความเห็นโจมตีแรงงานต่างด้าว&quot; โดยเฉพาะทางสื่อสังคมออนไลน์ ติ๊กตอก (TikTok)


คอรีเยาะ ระบุว่า มีความเห็นเชิงเกลียดชังและข้อมูลเท็จผุดขึ้นอย่างรวดเร็วทางติ๊กตอก ซึ่งเธอได้ติดต่อไปยังผู้แทนของสื่อสังคมออนไลน์นี้เพื่อสอบถามถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว พร้อมชี้ว่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมบางกลุ่มในไทยใช้ประเด็นความเกลียดชังคนต่างด้าวนี้เพื่อลดทอนเสยีงสนับสนุนที่มีต่อพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าซึ่งมีนโยบายเปิดรับคนต่างด้าวมากกว่า


ด้านอ่อง จอว์ แห่งมูลนิธิสิทธิแรงงาน (Labor Rights Foundation) เผยว่า กระแสที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ได้ส่งผลร้ายต่อแรงงานต่างด้าวในไทย เช่น แรงงานชาวเมียนมาในจังหวัดสมุทรสาครตกเป็นเป้าของการถูกตรวจสอบเอกสารคนเข้าเมืองโดยกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์หรือกลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง


อ่อง จอว์ บอกด้วยว่า บางครั้งอินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้นใช้วิธีแจ้งเจ้าหน้าที่ให้บุกค้นโรงงานที่มีการจ้างคนลักลอบเข้าเมือง ทำให้มีผู้ถูกจับและถูกส่งกลับประเทศจำนวนมาก


ปัจจุบัน คาดว่ามีแรงงานชาวเมียนมาในไทยราว 7 ล้านคน และมีพลเมืองเมียนมาเดินทางเข้าไทยเดือนละประมาณ 22,000 คน อ้างอิงจากข้อมูลการสำรวจขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration :IOM)




ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกิดความกังวลในหมู่คนไทยที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและชาตินิยมเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างด้าวในไทย และมีการวาดภาพคนต่างด้าวเหล่านั้นว่าเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย ตลอดจนเป็นอันตรายต่อภาคเศรษฐกิจและการจ้างงานแรงงานไทย


ผลการสำรวจความเห็นประชาชนในกรุงเทพฯ และจัวหวัดตาก เมื่อไม่นานนี้ ชี้ให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่มองแรงงานต่างด้าว ดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเอกสาร ว่าเป็นคู่แข่งด้านการจ้างงานและทรัพยากรต่าง ๆ ของไทย


ขณะเดียวกัน องค์กรสิทธิมนุษยชนบางแห่งพยายามรณรงค์ให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่าปักใจเชื่อข้อมูลที่เห็นในโลกออนไลน์ และระมัดระวังเรื่องการใช้คำพูดหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่อ่อนไหว รวมทั้งเรื่องแรงงานต่างด้าว


รศ. ดร. นันทิยา ดวงภุมเมศ ประธานศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อ กล่าวกับเรดิโอ ฟรี เอเชีย ว่า การเลือกใช้คำพูดในสื่อออนไลน์ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งการจะแก้ปัญหาความเกลียดชังในโลกออนไลน์นี้ได้ต้องอาศัยการให้ความรู้อย่างกว้างขวางตั้งแต่ระดับบุคคลไปถึงระดับสังคม



	ที่มา: เรดิโอ ฟรี เอเชีย

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/online-hate-speech-disinformation-target-migrant-workers-in-thailand-advocates/7997326.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/online-hate-speech-disinformation-target-migrant-workers-in-thailand-advocates/7997326.html</guid>            
            <pubDate>Wed, 05 Mar 2025 00:03:12 +0700</pubDate>
            <category>ไทย</category><category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/6dfe30c7-ef65-47d6-b087-ba0663faad0e_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ญี่ปุ่นเผชิญไฟป่ารุนแรงสุดในรอบ 50 ปี! อพยพแล้ว 4,000 คน  </title>
            <description>เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของญี่ปุ่นกำลังต่อสู้กับไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหนึ่งคน และมีชาวบ้านอพยพแล้วเกือบ 4,000 คน


ภาพจากโทรทัศน์แสดงให้เห็นควันไฟปกคลุมพื้นที่ป่าขนาดใหญ่รอบเมืองโอฟุนาโตะ จังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น หลังจากที่ไฟป่าเริ่มเผาไหม้ตั้งแต่ 5 วันก่อน 


ปีนี้ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาปริมาณน้ำฝนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงสุดเป็นสถิติใหม่เมื่อปีที่แล้ว 


ในวันอังคาร ไฟป่าครอบคลุมพื้นที่ราว 26 ตารางกม. ซึ่งกว้างใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ไฟป่าเมื่อปี 1975 ที่กินอาณาเขตราว 27 ตร.กม. ทางเหนือของเกาะฮอกไกโด ตามรายงานของทางการญี่ปุ่น


สำนักงานจัดการภัยพิบัติของญี่ปุ่นระบุว่า มีบ้านเรือนเสียหายแล้วอย่างน้อย 80 หลัง ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพและสำนักงานดับเพลิงพยายามเข้าช่วยควบคุมเปลวเพลิงไม่ให้ลุกลามด้วยการปล่อยน้ำเพื่อดับไฟ แม้ยังไม่มีสัญญาณของความสำเร็จมากนัก


เจ้าหน้าที่ดับเพลิงราว 2,000 คนจากทั่วประเทศเข้าร่วมในปฏิบัติการควบคุมไฟป่าที่จังหวัดอิวาเตะ ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2011 โดยทางการได้สั่งอพยพประชาชนแล้ว 4,600 คน 


จำนวนไฟป่าในญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งศตวรรษก่อน แต่กลับเพิ่มขึ้นในชวงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2023 เกิดไฟป่า 1,300 ครั้งระหว่างเดือน ก.พ. - เม.ย. ซึ่งเป็นฤดูที่อากาศแห้งแล้ง 


ในเดือน ก.พ. เมืองโอฟุนาโตะมีปริมาณน้ำฝนเพียง 2.5 ม.ม. ซึ่งต่ำที่สุดเป็นสถิติใหม่ เทียบกับปริมาณเฉลี่ย 41 ม.ม. 


บริษัทและโรงงานหลายแห่งได้รับผลกระทบจากไฟป่าครั้งนี้ ทำให้ต้องระงับการทำงานหลายวัน 



	ที่มา: เอเอฟพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/japan-s-worst-wildfire-in-half-a-century-spreads/7996458.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/japan-s-worst-wildfire-in-half-a-century-spreads/7996458.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 04 Mar 2025 20:49:35 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (AFP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/5b22c581-ad99-4036-ef6b-08dd4a81f35f_cx0_cy5_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ทางการไทยเล็งแผนสร้างรั้วกั้นแนวชายแดนกัมพูชา หวังช่วยสกัดแก๊งสแกมเมอร์</title>
            <description>ทางการไทยกำลังทำการศึกษาแนวคิดที่จะสร้างรั้วตามแนวชายแดนติดกับกัมพูชาเพื่อป้องกันการข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ขณะที่ มีการเดินหน้าความร่วมมือระหว่างประเทศในการปรามปรามเครือข่ายอาชญากรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาคอย่างหนักอยู่ ตามรายงานของรอยเตอร์ในวันจันทรที่อ้างข้อมูลจากรัฐบาลไทย


ความร่วมมือในปฏิบัติการปรามปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงเอาเงินจากประชาชนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะในแถบชายแดนไทย เมียนมาและกัมพูชา ที่มีผู้คนหลายแสนถูกลักพาตัวไปเป็นแรงงานบังคับตามคอลเซนเตอร์ต่าง ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อ้างอิงข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ


เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเพิ่งรับตัวเหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์จำนวน 119 คนซึ่งเป็นพลเมืองไทยทั้งหมด จากทางการกัมพูชา หลังมีการบุกตรวจค้นเมืองปอยเปตที่ทำให้เจ้าหน้าที่ช่วยคนที่อยู่ในศูนย์ดังกล่าวออกมาได้กว่า 215 คน




ในส่วนของประเด็นการสร้างรั้วตามแนวชายแดนนั้น รอยเตอร์สอบถามไปยังโฆษกของรัฐบาลกัมพูชา แต่ได้รับคำปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอนี้ ขณะที่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาไม่ได้ตอบกลับก่อนจะมีการตีพิมพ์รายงานข่าวนี้


ไทยและกัมพูชามีชายแดนร่วมกันยาวเป็นระยะทาง 817 กิโลเมตร และก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมไทยเคยเสนอแผนการสร้างรั้วเพื่อปิดช่องทางธรรมชาติระหว่างสองประเทศที่มีความยาว 55 กิโลเมตร ที่ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดสระแก้วของไทยและเมืองปอยเปตของกัมพูชาซึ่งปัจจุบันมีเพียงรั้วลวดหนามกั้นแดนไว้อยู่


 



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/thailand-mulls-wall-at-cambodia-border-as-scam-centre-crackdown-widens/7995881.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/thailand-mulls-wall-at-cambodia-border-as-scam-centre-crackdown-widens/7995881.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 04 Mar 2025 05:43:30 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/075549fe-e0a4-4b99-ef43-08dd4a81f35f_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>เจ้าชาย &apos;ฮิซาฮิโตะ&apos; แห่งญี่ปุ่นเปิดตัวกับสื่อครั้งเเรก</title>
            <description>เจ้าชายฮิซาฮิโตะ วัย 18 พรรษาผู้ซึ่งมีโอกาสเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิในอนาคต ทรงมีพระปฏิสันถารกับสื่อที่งานเเถลงข่าวเป็นครั้งเเรกในวันจันทร์ พระองค์ตรัสว่าจะทรงพยายามทำงานเพื่อเติมเต็มหน้าที่ในฐานะสมาชิกพระราชวงศ์ &quot;อย่างจริงจังและระมัดระวัง&quot;


พระองค์ ทรงอยู่ในลำดับที่ 2 ของการสืบสันตติวงศ์ ต่อจากพระราชบิดา เจ้าชายอะคิชิโนะ ซึ่งเป็นพระอนุชาในสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ


แม้ว่าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงมีพระราชธิดา เจ้าหญิงไอโกะซึ่งมีพระชนมายุ 23 พรรษา แต่กฎหมายญี่ปุ่นไม่อนุญาตให้ผู้หญิงสืบราชบัลลังก์


เจ้าชายฮิซาฮิโตะ ทรงวางเเผนที่จะเริ่มศึกษาวิชาชีววิทยา ที่มหาวิทยาลัยซึคูบา ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวในเดือนหน้า




เจ้าชายทรงกล่าวว่า &quot;ทราบดีว่าข้าพเจ้าเป็นสมาชิกวัยผู้ใหญ่ของพระราชวงศ์ ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะเติมเต็มหน้าที่ของตนเองอย่างจริงจังและระมัดระวัง ขณะที่รับฟังข้อเเนะนำจากผู้คนรอบข้าง&quot;


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าชายฮิซาฮิโตะในชุดสูทและเนคไทสีเข้ม ทรงมีท่าทางเคร่งเครียดในตอนเเรก แต่เริ่มเเย้มพระสรวลในเวลาต่อมาระหว่างงานเเถลงข่าว




เจ้าชายตรัสว่าสนพระทัยในเรื่องภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติ และตรัสเสริมว่าเมื่อมีเวลาว่าง ทรงชอบปลูกข้าวและผัก


เจ้าชายฮิซาฮิโตะตรัสว่า &quot;บางครั้งมะเขือเทศถูกแมลงกินและข้าวโดนนกกระจอกกิน เเต่ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจเมื่อสามารถเก็บเกี่ยวผักและข้าว และนำมารับประทานกับครอบครัวของข้าพเจ้า&quot;



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/japan-s-prince-hisahito-pledges-to-fulfil-royal-duties-at-maiden-press-conference/7995814.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/japan-s-prince-hisahito-pledges-to-fulfil-royal-duties-at-maiden-press-conference/7995814.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 04 Mar 2025 04:45:48 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/44bb364d-1204-468d-975c-87daca51f6da_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเยือนคาบสมุทรเกาหลี หลังโสมแดงยิงขีปนาวุธ</title>
            <description>เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ เดินทางถึงเกาหลีใต้ในวันอาทิตย์ เพื่อแสดงศักยภาพทางทะเลของกองทัพสหรัฐฯ หลังจากที่เกาหลีเหนือเพิ่งทดสอบขีปนาวุธเมื่อไม่กี่วันก่อน


กองทัพเรือเกาหลีใต้มีแถลงการณ์ว่า กองเรือยูเอสเอส คาร์ล วินสัน (USS Carl Vinson) เดินทางถึงท่าเรือเมืองปูซาน โดยมีเป้าหมายแสดงความเป็นพันธมิตรอันเหนียวแน่นระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ ท่ามกลางภัยคุกคามจากกรุงเปียงยางและความร่วมมือของศัตรู


ถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่เยือนเกาหลีใต้ลำแรกในรอบ 8 เดือน


คาดว่าการเยือนของเรือยูเอสเอส คาร์ล วินสัน จะสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับเกาหลีเหนือที่มองว่า กิจกรรมต่าง ๆ ของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้เป็นภัยคุกคามต่อตนเอง และอาจนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธเหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มา




นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าจะเริ่มสานสัมพันธ์ทางการทูตกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน อีกครั้ง แต่ทางเกาหลีเหนือยังไม่ตอบรับเรื่องนี้แต่อย่างใด


ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกรุงเปียงยางกล่าวหาว่า ความเป็นอริระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือยิ่งรุนแรงขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง


เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เกาหลีเหนือเปิดเผยว่าได้ทดสอบขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์เมื่อต้นสัปดาห์ เพื่อแสดงศักยภาพในการตอบโต้การโจมตีของศัตรู รวมทั้งความพร้อมในการใช้ปฏิบัติการทางนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการทดสอบขีปนาวุธครั้งที่ 4 ของเกาหลีเหนือในปีนี้


ผู้นำคิมซึ่งเฝ้าชมการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดด้วยตัวเอง ได้สั่งเตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลังสำหรับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในกรณีฉุกเฉิน


นักวิเคราะห์เชื่อว่า ผู้นำคิมอาจจะยังไม่ตอบรับการสานสัมพันธ์ทางการทูตจากปธน.ทรัมป์ ในตอนนี้จนกว่าจะสามารถรักษาความร่วมมืออันเหนียวแน่นกับรัสเซียไว้ให้ได้เสียก่อน


ทั้งนี้ ทรัมป์และคิมเคยพบกันมาแล้วสามครั้งระหว่างปี 2018 - 2019 ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของทรัมป์ แต่ความพยายามทางการทูตดังกล่าวประสบความล้มเหลวเนื่องจากความไม่ลงรอยเกี่ยวกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ นำมาใช้กับเกาหลีเหนือ



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/us-aircraft-carrier-arrives-in-south-korea-days-after-north-test-fired-missiles-/7994402.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/us-aircraft-carrier-arrives-in-south-korea-days-after-north-test-fired-missiles-/7994402.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 03 Mar 2025 02:13:08 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/4239223c-f677-4b1e-060f-08dd4a817621_cx0_cy7_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ชาวเน็ตตาดี พบ ‘เขาหมาน้อย’ จุดเช็คอินใหม่ริมแม่น้ำแยงซี</title>
            <description>ใครจะรู้ว่าภูเขาที่ตั้งตระหง่านริมแม่น้ำแยงซีมาหลายชั่วอายุคน วันหนึ่งจะกลายเป็นจุดสนใจบนโลกออนไลน์ เมื่อชาวจีนรายหนึ่งสะกิดใจขึ้นมาว่าสันฐานของภูเขาช่างละม้ายคล้ายสุนัขตัวน้อยเหลือเกิน


เอพีรายงานเรื่องราวของกัว ฉิงชาน นักออกแบบในนครเซี่ยงไฮ้ที่ไปเดินเขาที่บ้านเกิดที่เมืองอี๋ชาง มณฑลหูเป่ย ตอนกลางของประเทศจีน ในช่วงปลายเดือนมกราคม 


กระทั่งการเดินทางกลับบ้านล่วงเลยผ่านไป เขากลับมาไล่ดูรูปภาพที่ถ่ายไว้ และพบว่ามีภูเขาลูกหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายหัวสุนัขกำลังหมอบราบไปกับผิวน้ำ


กัวกล่าวว่า “ท่าทางของลูกหมาเหมือนกับมันกำลังดื่มน้ำหรือกำลังมองดูปลา มันเหมือนกำลังปกป้องแม่น้ำแยงซีด้วยเหมือนกันนะ”


นักออกแบบรายนี้โพสต์รูปภูเขาดังกล่าวลงในโซเชียลมีเดีย ‘เสี่ยวหงชู’ หรือเรดโน้ต (RedNote) และปรากฏว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวเน็ต จนมีคนมากดไลก์มากกว่า 120,000 ครั้งภายในเวลา 10 วัน


ความไวรัลไม่จบลงเท่านั้น เพราะภาพดังกล่าวถูกนำไปเล่าใหม่ขยายต่อ ทั้งคนที่เอาภาพสุนัขตนเองมาเทียบว่าคล้ายคลึงประหนึ่งเป็นต้นแบบของภูเขาเพียงใด และมีอีกหลายคนที่เดินทางไปดูภูเขาดังกล่าวด้วยตาของตนเอง


เรื่องราวของภูเขาแห่งนี้ถูกกล่าวขานในเรดโน้ต ที่สามารถดูได้ผ่านแฮชแท็ก #xiaogoushan (เสียวโก่วชาน หรือแปลว่า เขาหมาน้อย) ซึ่งมีคนเข้ามาดูแล้วหลายล้านครั้ง


หลังจากภาพของกัวโด่งดังบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตหลายคนก็แชร์ภาพที่เคยถ่ายในจุดเดียวกัน โดยมีหลายคนที่บอกว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าเหมือนลูกหมามาก่อน ขณะที่บางคนก็คุยกันว่าลักษณะของเขาลูกนี้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/puppy-mountain-in-china-gone-viral/7993096.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/puppy-mountain-in-china-gone-viral/7993096.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 01 Mar 2025 05:50:39 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><category>บันเทิง / ไลฟ์สไตล์</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/7fc7feef-9d50-4e57-b3e7-e071ecc8789b_cx0_cy10_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น เตือนความปลอดภัยพลเมือง หลังไทยส่งอุยกูร์กลับจีน</title>
            <description>สถานทูตสหรัฐฯ และญี่ปุ่นประกาศไปยังพลเมือง ให้ระมัดระวังภัยก่อการร้ายในไทย หลังมีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนเมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยอ้างอิงเหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อปีสิบปีที่แล้ว


สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เผยแพร่คำประกาศในวันศุกร์ในหน้าเว็บไซต์ แนะนำให้พลเมืองอเมริกันระมัดระวังการอยู่ในที่ชุมนุมชนที่นักท่องเที่ยวชอบไป ให้ทบทวนแผนการเรื่องความปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่


สถานทูตญี่ปุ่นส่งอีเมลเตือนพลเมืองในประเด็นเดียวกัน ให้ชาวญี่ปุ่นในไทยติดตามข้อมูลข่าวสารด้านความปลอดภัยจากสื่อท้องถิ่นและเว็บไซต์ Tabi-Reji ของรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ระมัดระวังพื้นที่ที่อาจเป็นเป้าหมายการก่อการร้าย เช่น ศูนย์การค้า ศาสนสถาน ระบบขนส่งสาธารณะ


ในอีเมลที่ทางการญี่ปุ่นส่งให้กับพลเมืองระบุว่า “นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงการประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับประเทศไทย” ตามการรายงานของรอยเตอร์


คำประกาศจากทั้งสองสถานทูตมีขึ้นหลังรัฐบาลไทยส่งตัวชาวอุยกูร์จำนวน 40 คนกลับไปยังประเทศจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยคนกลุ่มนี้หลบหนีจากจีน ก่อนจะถูกจับกุมตัวและถูกคุมขังในสถานกักกันของไทยเป็นเวลากว่า 10 ปี


การตัดสินใจของรัฐบาลไทยมีขึ้นราว 10 ปี หลังการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จำนวน 109 คน ซึ่งตามมาด้วยเหตุวางระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ในเดือนถัดมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บ 125 ราย


ในปีเดียวกัน ตำรวจจับกุมชาวอุยกูร์สองคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ร่วมกันวางระเบิด โดยปัจจุบันทั้งสองยังคงถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีที่เรือนจำชั่วคราวหลักสี่


สถานทูตสหรัฐฯ กล่าวถึงเหตุระเบิดศาลพระพรหมว่าเกิดขึ้นในจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก


กระทรวงการต่างประเทศไทยไม่ได้ตอบรับคำขอความเห็นของรอยเตอร์เกี่ยวกับการแจ้งเตือนดังกล่าว


การส่งชาวอุยกูร์ในสัปดาห์นี้นำมาซึ่งคำประณามและความกังวลจากสหรัฐฯ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงสหราชอาณาจักร แม้ว่าตัวแทนรัฐบาลไทยระบุว่า การส่งตัวกลับเป็นไปโดยสมัครใจ และรัฐบาลปักกิ่งยืนยันที่จะดูแลชาวอุยกูร์เหล่านั้นอย่างดี


ที่ผ่านมามีรายงานและข้อครหาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและองค์การระหว่างประเทศว่าจีนนำคนอุยกูร์ในซินเจียงเข้าค่ายอบรม ซึ่งมีการซ้อมทรมานและใช้แรงงานบังคับ ซึ่งทางการจีนปฏิเสธมาโดยตลอด


เจสัน ทาวเวอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเมียนมาจากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (USIP) ให้ความเห็นกับวีโอเอไทยว่า อิทธิพลของจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องจากบทบาทการปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์ตามชายแดนไทย-เมียนมาตั้งแต่เดือนมกราคม ทำให้จีนสามารถเดินหน้าวาระด้านความมั่นคงกับไทยได้เต็มที่


เขากล่าวว่า “การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับในเวลานี้ไม่ใช่ความบังเอิญ มันคือสัญญาณของอิทธิพลด้านความมั่นคงของจีนที่มากขึ้นในไทย มันมีความเป็นไปได้ว่านี่จะมีผลไปสู่แรงกดดันที่มากขึ้นต่อกองกำลังฝ่ายประชาธิปไตยในเมียนมาในช่วงหลายเดือนนับจากนี้”


ทาวเวอร์ระบุว่าจีนน่าจะใช้อิทธิพลที่มากขึ้นเพื่อช่วยรัฐบาลทหารเมียนมาปราบปรามกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ดังกล่าว เช่นเดียวกันกับที่จีนกำลังกดดันกลุ่มกองกำลังชาติตามชายแดนจีน-เมียนมา


ในการแถลงข่าวค่ำวันพฤหัสบดี นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์เกี่ยวข้องกับการที่หลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสาธารณะจีนเข้ามาปราบมิจฉาชีพหรือไม่ โดยตอบว่าเป็นคนละเรื่องกัน



	ข้อมูลเพิ่มเติมจากรอยเตอร์, เบนาร์นิวส์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/us-japan-warn-citizens-safety-after-thai-deported-uyghurs/7993087.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/us-japan-warn-citizens-safety-after-thai-deported-uyghurs/7993087.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 01 Mar 2025 05:40:24 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>สหรัฐฯ</category><category>เอเชีย</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/9a8b533c-0254-407a-ed16-08dd4a81f35f_cx0_cy6_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>เหยื่อคอลเซนเตอร์เล่าถึงความยากลำบาก ที่ค่ายใกล้ชายเเดนไทย</title>
            <description>ชาวต่างชาติจำนวนหลายร้อยคนที่ถูกนำตัวออกมาจากที่ตั้งของขบวนการต้มตุ๋นในเมียนมา ระหว่างการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ กำลังใช้ชีวิตที่ค่ายของกลุ่มติดอาวุธที่ห่างไกล โดยมีอาหารและการดูเเลสุขภาพจำกัด และต้องใช้ห้องน้ำที่สกปรก ตามรายงานของรอยเตอร์ที่พูดคุยกับผู้ที่ถูกกักตัวไว้สองราย


คนจำนวนหนึ่งจากทั้งหมด 470 รายไม่สามารถกลับประเทศของตนได้ง่าย ๆ หลังจากถูกนำตัวมาอยู่ที่ค่ายดังกล่าว ซึ่งอยู่ตามเเนวชายแดนไทย-เมียนมา สถานที่นี้อยู่ภายใต้การดูเเลของกลุ่มติดอาวุธดีเคบีเอ หรือ Democratic Karen Benevolent Army


แหล่งข่าวสองรายของรอยเตอร์ที่เป็นชาวแอฟริกัน และไม่ต้องการเปิดเผยชื่อเพราะความกังวลเรื่องความปลอดภัย กล่าวว่าสภาพความเป็นอยู่ที่ค่ายดังกล่าวย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ


ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากจีน ไทยเเละเมียนมา พยายามที่จะทลายศูนย์คอลเซนเตอร์ และการกระทำผิดออนไลน์บริเวณตามแนวชายเเดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่คนหลายเเสนคนตกเป็นเหยื่อแก๊งเหล่านี้ ตามข้อมูลของสหประชาชาติ


ชายวัย 29 ปีจากประเทศในตอนกลางของแอฟริกา ซึ่งถูกนำตัวมาอยู่ที่ค่ายของดีเคบีเอ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. กล่าวผ่านโทรศัพท์ว่า &quot;เราทานข้าวเเทบไม่ถึงสองครั้งต่อวัน&quot;


&quot;ผู้หญิงไม่มีผ้าอนามัยใช้ เรามีห้องน้ำใช้อย่างมากห้าห้อง สำหรับคนประมาณ 500 คน&quot; เขากล่าว


แหล่งข่าว ที่ถูกควบคุมตัววัย 39 ปี จากแอฟริกาตะวันออกกล่าวหาดีเคบีเอว่าไม่ให้การดูเเลที่ดี โดยระบุว่า &quot;เราอยู่กันอย่างเหมือนเป็นสัตว์&quot;


อย่างไรก็ตาม ซอว์ ซาน ออง เจ้าหน้าที่ของกลุ่มติดอาวุธนี้ บอกกับรอยเตอร์ว่ากลุ่มของเขาพยายามที่จะช่วยคนเหล่านี้ และตั้งใจอย่างยิ่งที่จะให้พวกเขามีอาหารรับประทานสองมื้อต่อวัน


เขากล่าวว่า &quot;มันอาจจะจริงที่พวกเขามีห้องน้ำใช้ไม่พอ....มีคนเยอะมากเเละเราพยายามทำดีที่สุด&quot;




สถานที่ปฏิบัติการของกลุ่มมิจฉาชีพดำเนินการมาเเล้วหลายปี แต่เพิ่งถูกทลายลงโดยความร่วมมือหลายประเทศ หลังจากที่เมื่อเดือนมกราคมดาราจีนรายหนึ่งถูกลักพาตัวไปจากประเทศไทย และได้รับการช่วยเหลือให้ออกมาจากเมืองเมียวดีทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา


ตั้งเเต่นั้นเป็นต้นมา คนจำนวนมากซึ่งรวมถึงเหยื่อการค้ามนุษย์ ได้รับอิสรภาพจากเมียวดี และเดินทางโดยเครื่องบินกลับประเทศต้นทางไปแล้ว


ทั้งนี้ยังมีคนราว 7,000 คนที่ถูกนำตัวออกจากศูนย์สแกม แต่ตอนนี้ไม่ทราบว่าจะอนาคตจะเป็นเช่นใด ซึ่งรวมถึงคนที่อยู่ในค่ายของดีเคบีเอ


ตั้งเเต่เหยื่อกลุ่มเเรกที่ถูกปล่อยตัวจากศูนย์คอลเซนเตอร์ ข้ามชายเเดนมายังไทยในเดือนกุมภาพันธ์ ทางการไทยอนุญาตเฉพาะผู้ที่ประเทศต้นทางของพวกเขาเตรียมการเพื่อการรับกลับ เท่านั้นให้สามารถเข้ามาในไทยได้


กระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าจะช่วยให้สถานทูตประเทศต่าง ๆ สามารถยืนยันสัญชาติของประชาชนของตนที่อยู่ในเมียนมา


แหล่งข่าวจากแอฟริกาตะวันออกของรอยเตอร์กล่าวว่าเขาเเละคนอื่น ๆ ไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินกลับประเทศเองได้


เขากล่าวถึงช่วงเวลาที่ต้องอยู่ที่ศูนย์สแกมว่า &quot;ผมอยู่ในป่าเกือบสามเดือน....ผมไม่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากโลกภายนอก&quot;



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/scammer-victims-follow-up-myanmar-thai-china/7992763.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/scammer-victims-follow-up-myanmar-thai-china/7992763.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 01 Mar 2025 01:56:19 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><category>จีน</category><category>ไทย</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/4879b91b-a0cc-4c35-a895-85a5d801d66f_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>หลายเสียงห่วงชะตากรรม ‘อุยกูร์’ แม้ไทย-จีน ยืนยันสวัสดิภาพ</title>
            <description>การแถลงข่าวของรัฐบาลไทยอธิบายว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน เป็นกระบวนการที่ไตร่ตรองมาอย่างดี แต่กระนั้นเวทีนานาชาติยังคงมีคำถามถึงอนาคตของผู้กลับสู่ประเทศต้นทาง


สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ต่างตามหาคำตอบในประเด็นนี้ หลังมีรายงานว่ารถผู้ต้องขังที่ปิดหน้าต่างทึบ นำตัวคนกลุ่มหนึ่งออกจากสถานกักตัวคนต่างด้าว ซอยสวนพลู กรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้ามืดวันพฤหัสบดี


จนกระทั่งช่วงบ่ายวันเดียวกัน สถานทูตจีนประจำประเทศไทยโพสต์ภาพและข้อความบนเฟซบุ๊กว่า “ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 40 ราย” จากไทยถูกส่งตัวกลับซินเจียง ประเทศจีน


ในช่วงค่ำวันพฤหัสบดี ตัวแทนทางการไทยยืนยันในการแถลงข่าวว่าได้ส่ง “คนจีนเชื้อสายอุยกูร์” กลับตามคำร้องขออย่างเป็นทางการของจีน โดยเป็นกระบวนการที่เริ่มมาแล้วเป็นหลักเดือน การส่งตัวเป็นไปโดยสมัครใจ และจากนี้ไทยจะติดตามตรวจสอบสวัสดิภาพของผู้ถูกส่งกลับต่อไป




การแถลงข่าวได้เผยแพร่ภาพของชาวอุยกูร์ขณะที่เดินทางถึงจีนและได้รับการต้อนรับจากครอบครัว ซึ่งเป็นภาพที่ได้รับจากสถานทูตจีน


โจชัว เคอร์ลันท์ซิก นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสถาบัน Council on Foreign Relations กล่าวกับวีโอเอไทยว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จีนและไทยมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างที่มีกับสหรัฐฯ ลดน้อยลง


“(ท่าทีของไทย) สอดคล้องกับนโยบายไทยก่อนหน้านี้ เพียงแค่หนักหนากว่า ผมคิดว่าการขาดแรงกดดันจากนานาประเทศขณะนี้ รวมถึงจากสหรัฐฯ อาจทำให้ไทยมีแนวโน้มที่จะทำสิ่งนี้ (ส่งตัวกลับ) มากขึ้น” เคอร์ลันท์ซิกกล่าว


ในเวทีแถลงข่าว ภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า การแจ้งความจำนงจากประเทศที่สามที่จะรับชาวอุยกูร์ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อราวสิบปีก่อน โดยทางการไทยได้ส่งตัวไปแล้วราวหนึ่งร้อยคน หลังจากนั้นไม่มีการร้องขอใด ๆ อีก


เรียกร้องจีนประกันสิทธิ์ชาวอุยกูร์

ไทยเข้ามาพัวพันในเรื่องนี้ สืบเนื่องจากมีชาวอุยกูร์ที่ลี้ภัยจากจีน และถูกจับกุมที่ไทยในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายเมื่อช่วงปี 2557


กลางปี 2558 รัฐบาลทหารของไทยส่งชาวอุยกูร์มากกว่า 170 คน ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กและผู้หญิงไปยังตุรกี ทว่า หลายสัปดาห์หลังจากนั้นก็ส่งตัวชายชาวอุยกูร์ 109 คนกลับจีนในลักษณะที่คล้ายกับอาชญากร เช่นการสวมใส่พันธนาการและใช้โม่งดำคลุมศีรษะ


แหล่งข่าวระบุกับวีโอเอว่าขณะนี้ยังเหลือชาวอุยกูร์อีกห้าคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ วีโอเอไทยยังไม่สามารถยืนยันชะตากรรมของกลุ่มคนที่เหลือ


โวลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติมีแถลงการณ์ในวันพฤหัสบดีว่า การตัดสินใจของรัฐบาลไทย ละเมิดกฎหมายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนสากลอย่างชัดเจน ว่าด้วยการส่งผู้ลี้ภัยกลับไปเสี่ยงต่อการเผชิญอันตราย


เติร์กเรียกร้องให้จีนเปิดเผยสถานที่ที่ชาวอุยกูร์เหล่านี้พำนัก และรับประกันว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยนชนสากล


สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รวมถึงกลุ่มประชาสังคมอื่น ๆ เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเมินว่า นับตั้งแต่ปี 2560 ชาวอุยกูร์ในจีนมากกว่าหนึ่งล้านคนถูกนำตัวเข้าค่ายที่ทางการจีนระบุว่าเป็น “ศูนย์อบรมวิชาชีพและทักษะ” เพื่อต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง


รายงานของยูเอ็นในปี 2565 ระบุว่าพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการซ้อมทรมาน การใช้แรงงานบังคับ และสภาพความเป็นอยู่ที่ไร้มนุษยธรรมในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทางการปักกิ่งได้ออกมาปฏิเสธ




อีเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ส วอทช์ ระบุว่าก่อนหน้านี้ไทยปฏิเสธกระแสข่าวการจะนำตัวกลับจีนมาตลอด จนกระทั่งมีความเคลื่อนไหวล่าสุด


เธอมองว่าการทำเช่นนี้ “บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีนานาชาติในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”


ซาราห์ บรูคส์ ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศจีน เผยว่า การบังคับส่งตัวบุคคลเหล่านี้กลับไปยังจีน หรือชาวอุยกูร์คนใดก็ตาม เสี่ยงทำให้พวกเขาตกอยู่ในภาวะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง


&quot;ความจริงที่ว่าตอนนี้พวกเขาอาจถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังประเทศที่ชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่ใช่ชาวฮั่นในซินเจียงต้องเผชิญกับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย การควบคุมตัวโดยพลการ และการบังคับให้สูญหาย เป็นสิ่งที่โหดร้ายเกินจะจินตนาการ&quot;


ในวันพฤหัสบดี หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบสื่อมวลชนในการแถลงข่าวประจำวันว่า การส่งตัวกลับครั้งนี้กระทำบนพื้นฐานกฎหมายไทยและจีน รวมถึงกฎหมายและระเบียบปฏิบัติระหว่างประเทศ ตามการรายงานของเอพี


โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวด้วยว่า “สิทธิและผลประโยชน์โดยชอบตามกฎหมายของบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่”


มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มีแถลงการณ์ในวันพฤหัสบดี ประณามไทยอย่างรุนแรงต่อการส่งตัวชาวอุยกูร์ไปยังจีน “ที่ซึ่งพวกเขาไม่ได้รับสิทธิตามวิถีทางที่ถูกต้องทางกฎหมาย และเป็นที่ซึ่งชาวอุยกูร์ เผชิญกับการตกเป็นเหยื่อ ถูกบังคับใช้เเรงงาน และการกระทำทารุณ”


“รัฐบาลไทยจะต้องยืนยันและตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบว่าทางการจีนได้ปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์” รูบิโอกล่าว



	ข้อมูลเพิ่มเติม: วีโอเอ เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/concerns-rise-on-uyghur-deportation-despite-thailand-china-ensure-safety/7990793.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/concerns-rise-on-uyghur-deportation-despite-thailand-china-ensure-safety/7990793.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 28 Feb 2025 05:25:17 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><category>โลก</category><author>thai@voanews.com (Yiamyut Sutthichaya)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/63a14798-a5e8-4b5b-9ec0-2e8855aca156_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        </channel></rss>