<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">     
    <channel>      
        <title>สังคม / สุขภาพ - วอยซ์ ออฟ อเมริกา</title>     
        <link>https://www.voathai.com/z/1823</link>
        <description>สังคม สุขภาพ การศึกษา</description>
        <image>
            <url>https://www.voathai.com/Content/responsive/VOA/th-TH/img/logo.png</url>
            <title>สังคม / สุขภาพ - วอยซ์ ออฟ อเมริกา</title>
            <link>https://www.voathai.com/z/1823</link>
        </image>
        <language>th</language>
        <copyright>Copyright 2010-วอยซ์ ออฟ อเมริกา</copyright>   
        <ttl>60</ttl>        
        <lastBuildDate>Mon, 02 Nov 2026 13:58:09 +0700</lastBuildDate> 
        <generator>Pangea CMS – VOA</generator>        
        <atom:link href="https://www.voathai.com/api/ztkypeimvy" rel="self" type="application/rss+xml" />
    		<item>
            <title>ช่างญี่ปุ่นใช้แฟชั่น “แต่งเล็บ” เตือนสติเรื่องสิ่งแวดล้อม </title>
            <description>แม้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่าง &quot;มลภาวะพลาสติก&quot; จะเป็นเรื่องใหญ่ของมวลมนุษยชาติ แต่สตรีญี่ปุ่นรายหนึ่งเชื่อว่า การแก้ปัญหานี้สามารถเริ่มได้จากเพียงแค่ “ปลายเล็บ”  </description>
            <link>https://www.voathai.com/a/japanese-manicurist-takes-on-plastic-pollution-one-nail-at-a-time-/8004534.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/japanese-manicurist-takes-on-plastic-pollution-one-nail-at-a-time-/8004534.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 14 Mar 2025 07:18:46 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><enclosure url="https://gdb.voanews.com/a3bf9682-1c1c-4318-09db-08dd5c8d307c_tv_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ลามะอายุยืนที่สุดในโลก ช่วยเยียวยาจิตใจเด็ก ๆ ที่ป่วย</title>
            <description>ตัวลามะ วัย 27 ปีกับอีกกว่า 250 วันที่ชื่อ &apos;ไวท์ท้อป&apos; กลายเป็นเเชมป์อายุยืนที่สุดของสัตว์พันธุ์ดังกล่าวที่อยู่ในการเลี้ยงดูของมนุษย์ ตามรายงานของสำนักข่าวเอพี ที่อ้างข้อมูลของกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว


ไวท์ท้อป ถูกบริจาคมาที่ศูนย์ดูเเลเด็กป่วยเรื้อรัง &apos;วิคตอรี จังก์ชัน เเคมป์&apos; (Victory Junction) ที่เมืองเเรนเดิลเเมน รัฐนอร์ธเเคโรไลนา เมื่อ 19 ปีก่อน โดยองค์กรดังกล่าวได้รับเงินสนับสนุนจากครอบครัวนักเเข่งรถ NASCAR คนดังของสหรัฐฯ ริชาร์ด เพตตี


วิคตอรี จังก์ชัน เเคมป์ ถูกตั้งขึ้นเพื่อรำลึกการจากไปของลูกชายของริชาร์ด &apos;อะดัม เพตตี&apos; ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2000 ด้วยวัย 19 ปี จากเหตุรถชนขณะฝึกซ้อมเเข่งขัน


ที่เเคมป์แห่งนี้ เจ้าลามะ &apos;ไวท์ท้อป&apos; มีหน้าที่เยียวยาจิตในเด็กที่ป่วยด้วยโรคต่าง ๆ เช่นมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ และความเจ็บป่วยทางร่างกายและระบบประสาทอื่น ๆ


&apos;ไวท์ท้อป&apos; สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อเด็ก ๆ เล่นกับมัน และมันชอบให้เด็กลูบตามตัว


ที่นั่น &apos;ไวท์ท้อป&apos; มีเพื่อนสนิทที่เป็นสัตว์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่วัวไฮแลนด์สายพันธ์ุขนาดเล็ก ที่ชื่อ &quot;กัสกัส&quot; วัวตัวนี้มักจะลืมว่าเพื่อนลามะตัวนี้ เป็นสัตว์คนละพันธุ์กับตัวเอง และยังมักกระโดดใส่ &apos;ไวท์ท้อป&apos; อยู่บ่อย ๆ


เจ้าหน้าที่ระบุว่าเคล็ดลับอายุยืนของ &apos;ไวท์ท้อป&apos; น่าจะมาจากการได้รับการดูเเลด้านสุขภาพที่ดี และการออกกำลังกาย


นอกจากนั้นแล้ว การทำหน้าที่ที่มันชอบในการเยียวยาจิตใจเด็ก ๆ ก็น่าจะเป็นอีกเคล็ดลับหนึ่ง ที่ทำให้มันมีอายุยาวนานกว่า 27 ปี มากกว่าอายุเฉลี่ยของสัตว์พันธุ์นี้ซึ่งอยู่ที่ 15 ปี


เจ้าหน้าที่บอกด้วยว่า &apos;ไวท์ท้อป&apos; มีอาการไขข้ออักเสบ แต่โดยทั่วไปถือว่ามันมีสุขภาพที่ดี



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/oldest-llama-children-care/8001643.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/oldest-llama-children-care/8001643.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 07 Mar 2025 05:01:00 +0700</pubDate>
            <category>สหรัฐฯ</category><category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/ed4e0834-8110-4129-859f-9311d150de03_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>เปิดสถิติ &apos;โรคหัด&apos; ระบาดเมื่อสหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตรายเเรกในรอบ 10 ปี</title>
            <description>ในสัปดาห์นี้สหรัฐฯ พบผู้เสียชีวิตรายเเรกในรอบ 10 ปี จากโรคหัด โดยเด็กที่เสียชีวิตครั้งนี้อยู่ที่เขตชนบททางตะวันตกของรัฐเท็กซัส และไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกัน


ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐเท็กซัสกล่าวว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 124 คน และมีอีก 9 คนในรัฐนิวเม็กซิโก


ตามปกติ โรคหัดในสหรัฐฯ เกิดจากผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ นำไวรัสชนิดนี้เข้ามาติดประชากรในประเทศ


ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 อัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดลดลงทั่วโลก


ในสหรัฐฯ เกณฑ์ขั้นต่ำของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดอยู่ที่ 95% ของประชากรวัยอนุบาล แต่รัฐส่วนใหญ่ในประเทศ ทำได้ไม่ถึงระดับดังกล่าว


เมื่อปีที่เเล้ว ที่อังกฤษมีผู้ป่วยโรคหัด 2,911 ราย สูงสุดเป็นสถิติใหม่ตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล ในปี 2012


ที่สหรัฐฯ มีการยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อหัด ในอย่างน้อย 18 รัฐ เมื่อปีที่เเล้ว และยังพบตามเมืองใหญ่ เช่นนิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย และชิคาโก


ในปี 2023 องค์การอนามัยโลก ประเมินว่ามีผู้ติดเชื้อหัดทั้งหมด 10.3 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต 107,500 คน โดยส่วนใหญ่คือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน


ภูมิภาคที่มีการระบาดมากที่สุดคือบางพื้นที่ในแอฟริกา ตะวันออกกลางและเอเชีย ในเขตซึ่งประชาชนมีรายได้ต่ำและขาดบริการด้านสาธารณสุข



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/7990630.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/7990630.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 28 Feb 2025 03:01:12 +0700</pubDate>
            <category>สหรัฐฯ</category><category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/2a7b2881-edbb-465c-a89a-3b4bec5b9942_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>อเมริกาทุ่มเงินพันล้านสู้ไข้หวัดนก หวังลดราคาไข่</title>
            <description>สหรัฐฯ ประกาศทุ่มงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้ในการต่อสู้กับการระบาดของไข้หวัดนกและราคาไข่ไก่ที่แพงขึ้น รวมถึงการนำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศ ตามการเปิดเผยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ บรูก โรลลินส์ ในวันพุธ


การระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในอเมริกาตลอดสามปีที่ผ่านมา ทำให้มีไก่ถูกฆ่าไปแล้ว 166 ล้านตัว อ้างอิงจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ


นอกจากนี้ มีปศุสัตว์ติดเชื้อไข้หวัดนกเกือบ 1,000 ตัว และมนุษย์ติดเชื้อเกือบ 70 คน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 1 คนตั้งแต่ต้นปี 2024


รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่า จะใช้งบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สำหรับการตรวจสอบทางชีวภาพตามฟาร์มต่าง ๆ และอีก 400 ล้านดอลลาร์เป็นเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ต้องฆ่าสัตว์ปีกที่ติดเชื้อ


โดยงบประมาณส่วนหนึ่งจะมาจากโครงการลดค่าใช้จ่ายของกระทรวงเกษตรที่หน่วยงานประสิทธิภาพรัฐบาล หรือ DOGE ซึ่งนำโดยมหาเศรษฐีอิลอน มัสก์ นำมาใช้ ตามคำกล่าวของรัฐมนตรีโรลลินส์ต่อสื่อในสหรัฐฯ


เวลานี้ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ กำลังพัฒนาวัคซีนสำหรับสัตว์ปีกแต่ยังไม่อนุมัติให้นำมาใช้ ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ต่างมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องนี้


ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีโรลลินส์ชี้ว่า รัฐบาลอเมริกันมีแผนเพิ่มการนำเข้าไข่ไก่จากต่างประเทศและลดการส่งออกไข่ไก่ เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ในประเทศและทำให้ราคาไข่ไก่ลดลง โดยตุรกีรับปากว่าจะส่งไข่ไก่ให้สหรัฐฯ 15,000 ตันภายในเดือนกรกฎาคม



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/us-will-spend-up-to-1-billion-to-combat-bird-flu-usda-secretary-says/7989256.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/us-will-spend-up-to-1-billion-to-combat-bird-flu-usda-secretary-says/7989256.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 27 Feb 2025 05:09:25 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><category>ธุรกิจ</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/f84f9b8e-ef89-4f1d-ea30-08dd4a81f35f_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ความหวังยาลดน้ำหนักเจนใหม่ - ไม่ทำให้มวลกล้ามเนื้อหดตัว</title>
            <description>บริษัทยาสิบกว่าแห่ง กำลังพัฒนายาลดน้ำหนักที่สามารถคงปริมาณมวลกล้ามเนื้อ โดยหวังว่าจะสามารถใช้เป็นตัวเสริม หรือเเทนที่ยาในหมวดนี้ เช่น ยาวีโกวี (Wegovy) ของบริษัทโนโว นอร์ดิสก์ (Novo Nordisk) และ เซปบาวนด์ (Zepbound) ของอีไล ลิลลี (Eli Lilly) ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในเวลานี้


การบำบัดด้วยยาทั้งสองแบรนด์ข้างต้น ช่วยให้คนไข้นำ้หนักลดลง 15%-20% แต่ก็มีผลให้มวลกล้ามเนื้อลดลงเช่นกัน โดยข้อจำกัดนี้ทำให้เเพทย์บางรายกังวล




ในการทดลองของยาวีโกวี การลดลงของนำ้หนักอาจมาจากการหดหายของมวลร่างกายที่ไม่มีไขมัน ได้มากถึง 40% แทนที่จะเป็นไขมันส่วนเกิน ตามรายงานของรอยเตอร์


นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระบวนการทดลองความปลอดภัยของยา แสดงความไม่เเน่ใจว่าองค์การอาหารเเละยาสหรัฐฯ หรือ FDA จะอนุมัติให้ผลิตยาได้เพียงเพราะว่ามีสรรพคุณต่อต่อมวลกล้ามเนื้อเท่านั้น


อีวาน ไซเกอร์แมน นักวิเคราะห์ของ BMO Capital Markets กล่าวว่า &quot;มันจะเป็นงานที่ยากมากสำหรับยาเเบบนี้ ที่จะได้รับอนุมัติ เพราะ FDA มักไม่ให้การอนุมัติยาบนพื้นฐานของการสร้างกล้ามเนื้อ หรือการรักษากล้ามเนื้อ&quot;


เขากล่าวว่า ในอนาคต ผู้ผลิตยาจะต้องเเสดงให้เห็นว่าสามารถลดผลข้างเคียงและเสริมการทำงานของหัวใจด้วย


ทั้งนี้ความพยายามพัฒนายาลดน้ำหนักที่ไม่ลดมวลกล้ามเนื้ออาจยังต้องใช้เวลาต่อไปอีกหลายปีก่อนได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารเเละยาสหรัฐฯ โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่ามูลค่าของตลาดเวชภัณฑ์ลดน้ำหนักอาจเติบโตถึงระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 2030



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/new-weight-loss-drugs-aimed-at-preserving-muscles/7980977.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/new-weight-loss-drugs-aimed-at-preserving-muscles/7980977.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 20 Feb 2025 03:52:45 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/8b96e04e-7eb2-4ea6-b90b-2c04ea16deaf_cx0_cy66_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ฟิลิปปินส์ตั้งค่าหัว ‘ยุง’ จับเป็นจับตายได้ 1 เปโซ</title>
            <description>หมู่บ้านในกรุงมะนิลา ของฟิลิปปินส์ ประกาศสงครามกับไข้เลือดออก ด้วยการตั้งค่าหัว ‘ยุง’ ให้ประชาชนจับเป็นและจับตายพาหะของโรคระบาดชนิดนี้


ยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนใครนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านแอดดิชัน ฮิลส์ ในเมืองมันดาลูยอง เนื่องจากความกังวลที่เมืองเคซอนที่อยู่ใกล้เคียง เพิ่งประกาศสถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีอีก 8 พิกัดในฟิลิปปินส์ที่พบการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยไข้เลือดออก




ที่ผ่านมา แอดดิชัน ฮิลส์ เป็นเขตชุมชนเมืองที่มีประชาชนมากกว่า 100,000 ชีวิตอาศัยอยู่ตามคอนโดสูง และมีมาตรการปราบปรามยุงลาย ทั้งการทำความสะอาดพื้นที่ การขุดลอกคลอง และการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แต่กลับพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 42 รายในปีนี้ และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย


คาร์ลิโต เซอร์นัล ผู้นำชุมนุมแอดดิชัน ฮิลส์ จึงผุดมาตรการปราบปราม ในชื่อ &quot;เปโซแลกยุง&quot; ด้วยการตั้งค่าหัวจับเป็นจับตายยุงเหล่านี้ โดยชาวบ้านที่จัดการยุงจะได้รับเงิน 1 เปโซฟิลิปปินส์ หรือราว 58 สตางค์ ในการจัดการยุง 5 ตัวหรือไข่ยุงที่นำมาส่งมอบให้ทางการ




พอโครงการดังกล่าวเริ่มขึ้น นักล่ายุงกว่าสิบคนเดินทางมาที่สำนักงานของหมู่บ้าน มิเกล ลาบัค วัย 64 ปี ส่งมอบไข่ยุงลาย 45 ตัว เพื่อแลกกับเงิน 9 เปโซ หรือประมาณ 5 บาท ซึ่งลาบัคบอกกับเอพีด้วยรอยยิ้มว่า “ผมเอาไปซื้อกาแฟได้เลย”


อย่างไรก็ตาม ผู้วิจารณ์โครงการนี้ มองว่ากลยุทธ์ตั้งค่าหัวยุงอาจให้ผลตรงกันข้าม เพราะคนที่แสวงหารายได้พิเศษ อาจใช้ช่องทางนี้แพร่พันธุ์ยุงเพื่อแลกกับเงินของทางการ แต่เซอร์นัลบอกกับเอพีว่า ไม่แน่เกิดขึ้นเพราะโครงการนี้จะยกเลิกทันทีที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลงไป


รัฐมนตรีสาธารณสุขฟิลิปปินส์ ทีโอโดโร เฮอร์โบซา กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และผู้ต้องสงสัยติดเชื้อต้องพบแพทย์เพื่อรักษาโดยด่วน โดยนอกจากมาตรการตั้งค่าหัวยุงแล้ว ที่เมืองเคซอนใกล้เคียง เคยพิจารณาแผนการปล่อยกบเพื่อให้กินยุงอีกด้วย


ข้อมูลล่าสุดเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในฟิลิปปินส์อย่างน้อย 28,234 คน เพิ่มขึ้นถึง 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อ้างอิงจากกระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์ ส่วนเมืองเคซอนที่เพิ่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านการระบาดของไข้เลือดออก มีผู้ติดเชื้อ 1,769 คน และเสียชีวิตแล้ว 10 คนในปีนี้



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/philippine-village-battles-dengue-by-offering-bounties-for-mosquitos-dead-or-alive/7981007.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/philippine-village-battles-dengue-by-offering-bounties-for-mosquitos-dead-or-alive/7981007.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 20 Feb 2025 03:19:51 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/4caac71e-dae3-4489-a3bb-9bdbca76a242_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ทรัมป์สั่งหยุดใช้ &apos;หลอดกระดาษ&apos; อนุญาตนำหลอดพลาสติกกลับมา</title>
            <description>ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันจันทร์ ประกาศนโยบาย &quot;ยุติการใช้หลอดกระดาษ&quot; 


เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศนโยบายสนับสนุนให้ประชาชน หน่วยงานรัฐ และภาคธุรกิจเปลี่ยนไปใช้หลอดกระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ง่าย หรือหลอดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ แทนหลอดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง


แต่ในการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันจันทร์ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า หลอดกระดาษนั้น &quot;ไม่สามารถใช้งานได้ มีสารเคมีที่อาจสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพ และมีต้นทุนในการผลิตแพงกว่าหลอดพลาสติก รวมทั้งบ่อยครั้งที่ผู้ใช้ต้องใช้หลอดมากกว่าหนึ่งอัน&quot; 


ทรัมป์ระบุด้วยว่า หลอดกระดาษมักจะมีห่อพลาสติกห่อหุ้มมาด้วย ซึ่งยิ่งทำให้ข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมนั้นด้อยลงไป 


&quot;นี่เป็นสถานการณ์ที่เหลวไหล เราจะกลับไปใช้หลอดพลาสติก&quot; ทรัมป์กล่าวขณะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่กำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาลหยุดการซื้อหลอดกระดาษ และรับรองว่าจะไม่มีหลอดกระดาษให้ใช้ในอาคารของรัฐบาลอีกต่อไป


ทรัมป์ยังสั่งการให้จัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติเพื่อยกเลิกการใช้หลอดกระดาษทั่วประเทศภายในเวลา 45 วัน


ก่อนนี้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ปธน.ทรัมป์ประกาศทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า จะยุตินโยบายดังกล่าวของไบเดนซึ่งมีเป้าหมายเลิกใช้หลอดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งทั้งหมดในบริการด้านอาหาร การจัดงานและบรรจุภัณฑ์ของภาครัฐภายในปี 2027 และยกเลิกจากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดในปี 2035



	เนื้อหาบางส่วนจากเอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/back-to-plastic-trump-announces-us-policy-to-end-the-use-of-paper-straws-/7970725.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/back-to-plastic-trump-announces-us-policy-to-end-the-use-of-paper-straws-/7970725.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 11 Feb 2025 22:02:10 +0700</pubDate>
            <category>สหรัฐฯ</category><category>สังคม / สุขภาพ</category><category>การเมืองสหรัฐฯ</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/d4b86584-8b86-4871-9a94-7678eb565bf0_cx0_cy9_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ชาวจีนแต่งงานลดลงทำสถิติใหม่ในปี 2024 </title>
            <description>การแต่งงานในจีนลดลงถึง 20% เมื่อปี 2024 ที่ผ่านมา และเป็นระดับที่ต่ำสุดทำสถิติใหม่ ในระหว่างที่ทางการกรุงปักกิ่งพยายามกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวแต่งงานมีลูก เพื่อช่วยเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง


กระทรวงกิจการพลเรือนของจีน เผยว่า คู่รักชาวจีนกว่า 6.1 ล้านคู่ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปีที่แล้ว ลดลงจากระดับ 7.68 ล้านคู่เมื่อปี 2023 ขณะที่ชาวจีนยื่นฟ้องหย่ามากกว่า 2.6 ล้านคู่เมื่อปีก่อน เพิ่มขึ้น 1.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2023


ความสนใจที่จะแต่งงานและสร้างครอบครัวที่ลดลงของชาวจีน มีปมปัญหามาจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรและการศึกษาที่สูงในประเทศจีน ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้สร้างความยากลำบากให้กับนักศึกษาจบใหม่หรือผู้มีวุฒิการศึกษาสูง ๆ ในการหางาน เช่นเดียวกับผู้ที่มีงานทำอยู่แล้วที่เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงในหน้าที่การงานระยะยาว




แต่ถึงกระนั้น ทางการกรุงปักกิ่ง ยังคงกระตุ้นการแต่งงานและมีบุตร โดยกำหนดให้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากจีนที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ระดับ 1,400 ล้านคนนั้น กำลังเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ โดยในอีก 10 ปีต่อจากนี้ ชาวจีนราว 300 ล้านคน ซึ่งเทียบเท่ากับประชากรอเมริกันทั้งประเทศ กำลังก้าวเข้าสู่วัยเกษียณกันแล้ว


อีกด้านหนึ่ง อัตราการเกิดของประชาชนลดต่ำลงมาหลายทศวรรษ จากนโยบายลูกคนเดียวเมื่อช่วงปี 1980-2015 และการขยายความเป็นเมืองใหญ่อย่างรวดเร็วของจีน ทำให้จีนผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการมีบุตร อาทิ การเพิ่มหลักสูตร “วิชาความรัก” ในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างมุมมองเชิงบวกต่อการแต่งงาน ความรัก การมีบุตร และการสร้างครอบครัว


และในเดือนพฤศจิกายนปีก่อน รัฐบาลจีนได้สั่งการให้ทางการท้องถิ่นระดมทรัพยากรที่มีเพื่อกู้วิกฤตประชากร และผลักดันแนวคิดการมีลูกและการแต่งงาน “ในช่วงอายุที่เหมาะสม”


เมื่อปีที่แล้ว มีอัตราการเกิดใหม่ของประชากรจีนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากในปี 2024 ที่ผ่านมา ตรงกับปีนักษัตรมังกร ที่ชาวจีนเชื่อว่าเด็กที่เกิดในปีดังกล่าวมีแนวโน้มจะเป็นผู้มีความทะเยอทะยานและมีโชคลาภมากมาย แต่ประชากรโดยรวมของจีนเมื่อปีที่แล้ว ยังคงลดต่ำลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/chinese-marriages-slid-by-a-fifth-in-2024-fanning-birthrate-concerns/7969907.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/chinese-marriages-slid-by-a-fifth-in-2024-fanning-birthrate-concerns/7969907.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 11 Feb 2025 04:03:26 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/2ce4f4ed-82c4-4b1d-9bb6-07f96743221d_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>สายควันไฟฟ้า ‘สูบแล้วทิ้ง’ สร้างขยะพิษ ภัยร้ายสิ่งแวดล้อม</title>
            <description>นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐฯ ได้เริ่มนำ “กล่องรับขยะบุหรี่ไฟฟ้า” ไปตั้งไว้ตามร้านค้า ร้านขายบุหรี่ และสถานบันเทิงยามค่ำคืน เพื่อที่จะนำซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่แยกแล้วซึ่งรวมถึง “บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง” (Disposable Vapes) ไปรีไซเคิลในรูปแบบที่เหมาะสม


นอร่า นักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม จากเขตบรู๊คลิน (Brooklyn) มหานครนิวยอร์ก พบบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกใช้แล้วจำนวนมากถูกทิ้งตามท้องถนนในเมือง เธอจึงได้ตัดสินใจริเริ่มโครงการรีไซเคิลขยะบุหรี่ไฟฟ้าด้วยเงินทุนของตัวเอง


 




นอร่า บอกว่า เธอจะนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ไปรีไซเคิล ในแต่ละเขตของมหานครนิวยอร์ก จะมีศูนย์เปิดรับซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำการสัปดาห์ละหนึ่งวัน




แม้โครงการริเริ่มของนอร่าจะเป็นความพยายามที่ดีจากภาคประชาชนที่ลุกขึ้นต่อสู้กับปัญหามลพิษจากบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกลับมองว่า ในภาพรวม สิ่งที่สังคมเผชิญอยู่นั้นมีความท้าทายที่มากกว่านั้น


 




ลูคัส กัตเตอร์แมน ผู้อำนวยการโครงการ กลุ่ม Public Interest Research Group (PIRG) อธิบายว่า ในสหรัฐฯ ผู้คนทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าที่ใช้แล้วจำนวน 4.5 ชิ้นต่อวินาที พร้อมระบุว่า “ปัญหาก็คือบุหรี่ไฟฟ้าเหล่านี้ ทำมาจากส่วนประกอบที่แตกต่างกัน จึงเป็นเรื่องยากต่อการรีไซเคิล จัดการกับซากที่เกิดขึ้น”


เมื่อตรวจสอบในรายละเอียด จะพบว่า ซากของอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าหลายชนิดมีส่วนประกอบที่อันตราย อย่างเช่น แบตเตอรีลิเธียมและสารนิโคติน


ดร.เจเรไมอาห์ ม็อค อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก ที่ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ชี้ว่า ซากของอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมหาศาล


 




ม็อค บอกว่า นิโคตินเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท รวมถึงสมองและเส้นประสาททั้งหมดในร่างกาย ดังนั้น หากซากของอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าถูกทิ้งลงพื้น น้ำฝนที่ตกลงมาจะไปชะล้างและดึงสารอันตรายที่อยู่ในน้ำยาของบุหรี่ไฟฟ้า เช่น นิโคตินและสารเคมีอื่น ๆ ออกมาและนำไปสู่การปนเปื้อนของแหล่งน้ำ อันจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบ




และเมื่อไม่นานมานี้ แม้แต่สมาคมผู้ค้าปลีกอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าชั้นของสหรัฐฯ ก็เพิ่งออกมาเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามการนำเข้าอุปกรณ์แบบใช้แล้วทิ้ง


 




เอพริล เมเยอร์ส ซีอีโอ สมาคม Smoke Free Alternatives Trade Association (SFATA) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของสมาชิกผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีจำนวนหลายร้อยราย “จากการทำแบบสอบถาม เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาแสดงจุดยืนต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง เนื่องจากส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม”


ทั้งนี้ ไมเยอร์สอ้างว่า สมาชิกหลายรายยังต้องจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าต่อไป เพราะความจำเป็นทางธุรกิจ “เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น พวกเขาก็จะต้องเลิกกิจการไป”




ปัจจุบันหลายประเทศ ให้ความสำคัญต่อการควบคุมผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด เช่น จีน อิหร่าน และสหราชอาณาจักร ในขณะที่นโยบายด้านการควบคุม รวมถึงการรีไซเคิลซากบุหรี่ไฟฟ้า ของสหรัฐฯ เรียกได้ว่ายัง “ล้าหลัง” และ “ไม่ทัน” ต่อสถานการณ์


 



	ที่มา: วีโอเอ


 


 


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/disposable-vape-products-creating-worldwide-pollution-/7775046.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/disposable-vape-products-creating-worldwide-pollution-/7775046.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 11 Feb 2025 04:00:00 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/8acb387a-702b-4b1f-91c5-3e886d1ec0a8_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>คนโสดอเมริกัน เมินแอปฯหาคู่ พึ่งบริการ “นัดกินข้าว” แบบเจอหน้า</title>
            <description>ท่ามกลางความนิยมของสังคมในการหาคู่ผ่านแอปออนไลน์ แต่สำหรับบางคนแล้ว รูปภาพ โพรไฟล์ และคลิปผ่านหน้าจอยังถือว่าไม่เพียงพอ พวกเขาต้องการพบเจอบุคคลอีกฝั่งแบบจริง ๆ ในสหรัฐฯ ความต้องการนี้นำไปสู่ธุรกิจ “บริการนัดพบ” เพื่อสังสรรค์ตามร้านอาหาร ที่เปิดกว้างสำหรับคนหาคู่เดต หรือแม้กระทั่งผู้ที่กำลังมองหามิตรภาพใหม่ ๆ


ตัวอย่างของบริการดังกล่าว คือ “ดินเนอร์ เทเบิล” (Dinner Table) โดยผู้จัดงานจะเปิดโอกาสให้คนที่สนใจสามารถลงทะเบียน เพื่อมาร่วมทานมื้อค่ำร่วมกับกลุ่มบุคคลที่ไม่เคยรู้จัก เช่น เปิดรับ 20 ที่นั่ง เพื่อนัดทานข้าวเย็นที่ร้านอาหารเม็กซิกัน ในย่านใจกลางกรุงวอชิงตัน  


เพื่อให้การพบปะ “เพื่อนใหม่” หรือ “คู่เดตคนใหม่” เป็นไปอย่างลื่นไหล ทีมงานของ Dinner Table ได้จัดเตรียมหัวข้อสนทนาซ่อนเอาไว้ใต้จานอาหาร สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าจะคุยอะไรกับคนแปลกหน้า


ไทเลอร์ เทป ผู้ร่วมก่อตั้ง Dinner Table กล่าวว่า “เราเริ่มต้นจากมหานครนิวยอร์ก โดยมีแนวคิดว่า ต้องการให้คนแปลกหน้า มีโอกาสพบปะกันตามร้านอาหารต่างๆ ในเมืองที่พวกเขาอาศัยอยู่&quot;


บริการ Dinner Table ดำเนินธุรกิจมาแล้วราวหนึ่งปีเศษ ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มลูกค้าที่อาศัยในมหานครนิวยอร์ก ทำให้บริษัทตัดสินใจขยายบริการนัดพบสังสรรค์ทานมื้อค่ำมายังกรุงวอชิงตัน


เควิน คันทาริลโล หนึ่งในลูกค้าของ Dinner Table เผยว่า “หลายปีที่ผ่านมา ฉันใช้บริการแอพหาคู่ทั้ง บัมเบิล (Bumble) ฮินจ์ (Hinge) และทินเดอร์ (Tinder) รวมถึงทางเลือกอื่น ๆ แต่ฉันต้องการทำอะไรที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง” เขาเสริมว่าอยากพบคนใหม่ ๆ ตามงานเลี้ยงอาหารค่ำ พูดคุยแบบเจอหน้ากัน ซึ่งแอพหาคู่ในปัจจุบันไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้


ข้อมูลทางสถิติจาก Dinner Table เผยว่า ผู้หญิงดูเหมือนจะมีความสนใจการพบปะแบบเจอตัวจริง ๆ มากกว่าผู้ชาย โดยเฉลี่ยแล้วลูกค้าราว 70% ของบริการนี้เป็นผู้หญิง


อแมนดา นิค ลูกค้าอีกรายกล่าวว่า เธอพยายามลดการใช้งานโทรศัพท์ ไม่มัวแต่จ้องหน้าจอ อยู่กับโลกความเป็นจริงในปัจจุบัน และออกไปเจอผู้คนให้มากขึ้น


ทางด้าน เคลาส์ เฮลเลอร์ ผู้ก่อตั้ง “ครีเอทีฟ ลันช์ คลับ” (Creative Lunch Club) ที่ให้บริการคล้ายกัน เล่าถึงที่มาของการบริการนี้ ที่เริ่มต้นในปี 2023 เขาบอกว่า “ในมื้อเที่ยง ผมมักที่จะทานข้าวที่บ้าน หรือตามร้านอาหารคนเดียว เลยมีความคิดผุดขึ้นมาว่าน่าจะใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์เพื่อเจอคนใหม่ๆ เพราะเราทุกคนต้องทานข้าวเที่ยงกันอยู่แล้ว”


ที่ผ่านมา Creative Lunch Club จัดกิจกรรมสังสรรค์พบปะผู้คนตามมื้อเที่ยงในเมืองต่าง ๆ มามากกว่า 100 แห่ง ทั้งในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย


สำหรับบางคนที่ย้ายถิ่นฐาน การได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ ถือเป็นโอกาสที่ดี


เดเมียน เจคอบส์ ทนายความที่เพิ่งย้ายจากฮ่องกงมายังซานฟรานซิสโก เล่าว่าตอนย้ายมาที่เขตเบย์แอเรีย แทบจะไม่รู้จักใครเลย เขาจึงพยายามหาวิธีเพื่อเจอผู้คนให้มากขึ้น เป็นการสร้างสังคมใหม่ ๆ “ไม่ว่ามิตรภาพที่เกิดขึ้นจะพัฒนาไปในทิศทางใด อย่างน้อยก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ และทำให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้บ้าง”


คาสลีย์ คิลแลม นักวิชาการสังคมศาสตร์ อธิบายว่า “มีแนวโน้มที่เราจะพึ่งพาเครื่องมือ (แอปหาคู่)เหล่านี้ มากจนเกินไป” ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายการเลื่อนปัดหน้าจอตลอดเวลา แม้จะพบเจอโพรไฟล์ของผู้คนมากมาย แต่กลับไม่สามารถพัฒนาปฏิสัมพันธ์ไปสู่ระดับที่มีความหมายลึกซึ้งได้


ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การใช้เวลาร่วมกับผู้คนใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้จัก จะส่งผลเชิงบวกด้านอารมณ์ และเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตมากกว่าการใช้แอปหาคู่



	ที่มา: วีโอเอ

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/offline-dating-friendship-meetups-trending-in-us-/7968614.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/offline-dating-friendship-meetups-trending-in-us-/7968614.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 10 Feb 2025 00:57:12 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/3c0e8ad2-b57e-42dc-b8b6-144be2c65ea2_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>โรงเรียนใน ดี.ซี. อัพสกิลเด็กด้วย “หมากรุก” สอนคิด ก่อนเดิน</title>
            <description>“หมากรุก” เกมกระดานที่ถูกยอมรับว่าสามารถช่วยลับคมความคิด ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้นำหมากรุกมาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจนักเรียน ซึ่งได้รับความนิยม จนพัฒนากลายเป็น “สถาบันหมากรุกรุ่นเยาว์”</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/chess-academy/7960164.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/chess-academy/7960164.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 08 Feb 2025 10:00:00 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><enclosure url="https://gdb.voanews.com/8c513a2f-0b86-4ddf-a577-b85e975c6ca1_tv_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>โรงเรียนใน ดี.ซี. อัพสกิลเด็กด้วย “หมากรุก” สอนคิด-ก่อนเดิน</title>
            <description>“หมากรุก” เกมกระดานที่ถูกยอมรับว่าสามารถช่วยลับคมความคิด ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้นำหมากรุกมาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจนักเรียน ซึ่งได้รับความนิยม จนพัฒนากลายเป็น “สถาบันหมากรุกรุ่นเยาว์”


ชาก้า กรีน ผู้ก่อตั้งสถาบัน “บราโว ซูลู เชส อะคาเดมี” (Bravo Zulu Chess Academy – BZCA) เล่าถึงที่มาของชื่ออันเป็นเอกลักษณ์ ว่าได้รับแรงบันดาลใจจาก “คำศัพท์ชาวเรือ” โดยนำมาจากประสบการณ์เมื่อครั้งที่เขายังสังกัดกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งคำว่า “Bravo Zulu” แปลว่าทำได้ยอดเยี่ยมมาก เขารู้สึกชื่นชอบคำนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยิน


จุดเริ่มต้นของสถาบันนี้มาจากการที่กรีนสังเกตเห็นนักเรียนคนหนึ่งในชั้น Grade 3 หรือประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ชื่อ แอนโทนิโอ มีปัญหาด้านการเรียน เขาจึงเสนอที่จะสอนเล่นหมากรุกเพื่อใช้เป็นรางวัลล่อใจ โดยบอกว่าถ้าเด็กตั้งใจในคาบเรียนจะสอนวิธีเล่นหมากรุกให้ ปรากฎว่าแอนโทนิโอพอที่จะรู้วิธีเล่นหมากรุกอยู่บ้างแล้ว จึงกลายเป็นความสนุก ที่เขามักจะเล่นเกมกระดานนี้แข่งกับนักเรียนในช่วงพักกลางวัน


จากการนั่งเล่นหมากรุกช่วงพักเที่ยง มีเด็กจำนวนไม่น้อยให้ความสนใจเฝ้าดูการเดินหมากของทั้งสองฝ่าย เบื้องต้นกรีนได้เปิดชั้นเรียนสอนเล่นหมากรุกในช่วงเช้า และขยายมาสอนเพิ่มเป็นชั่วโมงพิเศษหลังเลิกเรียน จนในที่สุดจัดเป็นการแข่งขัน


ผู้ก่อตั้งสถาบัน BZCA บอกว่า “(ในตอนนั้น) กำลังมองหาเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยทำให้ชีวิตของเด็กดีขึ้น ท้ายที่สุดมันคือโครงการนี้ ที่เราชนะการแข่งขันมามากกว่า 150 รายการ” กรีนย้ำว่า สิ่งที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือแอนโทนิโอและเพื่อนๆ กำลังศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย


กรีนเชื่อว่า การเล่นหมากรุกจะสร้างพื้นฐานความคิดที่แน่วแน่ การตัดสินด้วยเหตุผลรอบด้าน และเสริมสร้างความมีวินัย ซึ่งเขามองว่าการเล่นหมากรุกควรเป็นกิจกรรมพื้นฐานสำหรับเด็กทุกคน ก่อนที่จะต่อยอดไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การเล่นดนตรี หรือกีฬา


นาธาเนียล นักหมากรุกวัย 10 ปี อธิบายว่า “ชอบเล่นหมากรุก เพราะมันช่วยการเรียนรู้ ให้เราคิด ก่อนการเคลื่อนไหว ไม่ต่างจากการใช้ชีวิต”


หนึ่งในจุดเด่นของสถาบันนี้ คือการสร้างชุมชนที่ผู้เล่นจะคอยช่วยเหลือเพื่อพัฒนาฝีมือซึ่งกันและกัน คาร์เมลโล ไมลส์ ผู้สอนเล่นหมากรุกที่ BZCA วัย 19 ปี กล่าวว่าเด็ก ๆ ที่นี่เป็นเสมือนแรงกระตุ้นที่ทำให้เขาทุ่มเทมากขึ้น จะต้องศึกษาทฤษฎีการเล่น อ่านตำราหมากรุก และไม่หยุดหย่อนที่จะขวนขวาย


กรีนกล่าวถึงสัดส่วนของนักเรียน ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้ชายมากกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเด็กผู้หญิงมักจะมีทักษะการเล่นหมากรุกที่เหนือชั้น ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากพัฒนาการด้านสติปัญญา อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนจะต้องคอยเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/chess-academy/7960161.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/chess-academy/7960161.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 03 Feb 2025 00:35:36 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/9fe16b12-1168-4309-ba02-7d7f34662a43_cx0_cy6_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ธนาคารอาหารนิวยอร์กรับบริจาคล็อตใหญ่ ‘ปลาแซลมอนสด’ ที่สดเกินคาด</title>
            <description>ธนาคารอาหาร (food bank) แห่งหนึ่งในนครนิวยอร์กเพิ่งได้รับการอุปการคุณจากผู้มีจิตศรัทธารายใหญ่ที่บริจาคปลาสด ๆ จำนวนมากเพื่อนำไปใช้แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ แต่น้ำใจอันล้นเหลือนี้มีความสดมากกว่าที่ทางองค์กรนี้คาดและคุ้นเคย ตามรายงานของเอพี


องค์กร Food Bank of Central New York คือ ผู้รับบริจาคปลาจากฟาร์มที่ชื่อ LocalCoho ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองออร์เบิร์น ทางเหนือของรัฐนิวยอร์ก ซึ่งกำลังจะปิดกิจการลงและตัดสินมอบปลาแซลมอนโคโฮจำนวน 18,100 กิโลกรัมที่จะช่วยเหลือผู้คนที่อดอยากหลายพันครัวเรือนต่อไป


ของบริจาคจำนวนมากขนาดนี้ถือเป็นข่าวดีไม่น้อยสำหรับธนาคารอาหารแห่งนี้ แต่เรื่องนี้กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะปลาทั้งหมดนั้นยังว่ายอยู่ในบ่อของฟาร์มอยู่เลย ทำให้ Food Bank of Central New York ต้องวางแผนอย่างหนักและรวดเร็วเพื่อนำปลาราว 13,000 ตัวขึ้นมาจากน้ำและชำแหละก่อนจะนำไปแช่แข็งสำหรับการแจกจ่ายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนที่ฟาร์ม LocalCoho จะปิดตัวลงอย่างถาวรในสิ้นเดือนมกราคม


โชคดีที่ว่า ธนาคารอาหารนี้สามารถระดมกำลังอาสาสมัครมาช่วยจับได้หลายสิบคน จึงสามารถนำปลาทั้งหมดขึ้นมาจากบ่อมาแช่แข็งเพื่อนำส่งให้กับผู้รับผิดชอบแล่ให้เป็นชิ้นได้ภายในเวลาไม่นาน


ไบรอัน แมคมานัส ซีอีโอของ Food Bank of Central New York บอกกับเอพีว่า การที่ทางองค์กรมีเวลาไม่กี่สัปดาห์นับตั้งแต่ได้รับแจ้งเรื่องการบริจาคเพื่อจัดการทุกอย่างให้สำเร็จถือเป็นเรื่องที่เครียดไม่น้อย แต่ด้วยความตั้งใจและความเชี่ยวชาญที่จะรับมือได้


รายงานข่าวระบุว่า อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ขององค์กรในชุดกันน้ำต้องลงไปลุยในบ่อเพื่อต้อนปลาแซลมอนให้ไปติดแห ก่อนจะใช้มือจับปลาทั้งหมดขึ้นมาใส่ตู้แช่เย็น




ในส่วนของผู้บริจาคใจบุญรายนี้ รายงานข่าวกล่าวว่า LocalCoho เป็นสตาร์ทอัพที่นำร่องการทำฟาร์มแซลมอนแบบยั่งยืนด้วยการใช้ระบบป้องกันน้ำนิ่ง โดยลูกค้าของที่นี่มีตั้งแต่ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง ไปจนถึงร้านซูชิหรูหราในแมนฮัตตัน


แต่เพราะบริษัทไม่สามารถระดมทุนได้มากพอที่จะมาช่วยขยายธุรกิจเพื่อให้มีกำไรได้เสียที ผู้บริหารจึงตัดสินใจปิดกิจการในสิ้นเดือนมกราคม


อดัม ครามาร์ซิค ผู้จัดการฟาร์มแห่งนี้ บอกกับเอพีว่า บริษัทไม่อยากทำให้ปลาในบ่อเสียเปล่าหรือถูกในไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ จึงตัดสินใจติดต่อไปยังผู้ที่อาจสนใจรับบริจาคไปทำเป็นอาหารแทน


โดยปกติ LocalCoho มีความสามารถจับปลาขึ้นมาแปรรูปส่งให้ลูกค้าได้สัปดาห์ละ 600 ตัว แต่เนื่องจากช่วงเวลาตั้งแต่การประกาศปิดกิจการจนถึงวันปิดจริง ๆ นั้นเหลือไม่ถึง 1 เดือน การเร่งกำจัดปลาออกจากบ่อจึงเป็นความท้าทายไปโดยปริยาย จนกระทั่ง ธนาคารอาหารแห่งนี้ตอบรับมา


และกระบวนการรับบริจาคจนถึงการแปรรูปนี้จึงกลายมาเป็นงานช้างที่มีอาสาสมัครถึง 42 คนมาช่วยจับปลา ขณะที่ บริษัท Brown Carbonic ซึ่งให้บริการรถบรรทุกติดเครื่องทำความเย็นในนิวยอร์ก เสนอตัวช่วยขนส่งปลาไปยังศูนย์แปรรูปที่อยู่ห่างจากฟาร์มไปราว 1 ชั่วโมง โดยพนักงานของ LocalCoho ก็ยื่นมือมาช่วยทำให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วงทันเวลาด้วย




และในที่สุด ปลาแซลมอนนับหมื่นตัวก็ถูกนำไปแปรรูปและแช่แข็งได้หมด ก่อนจะถูกนำส่งไปยังศูนย์แจกจ่ายอาหาร โรงทาน soup kitchen ศูนย์พักคนไร้บ้าน และองค์กรสถาบันอื่น ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายของธนาคารอาหาร


เอพีรายงานว่า ปลาทั้งหมดนี้ถูกแปรรูปนี้น่าจะแปลงเป็นอาหารได้ถึงกว่า 26,000 จานที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโปรตีนสำหรับผู้หิวโหย



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/from-food-waste-to-fuel-uae-company-uses-flies-to-create-power/7957872.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/from-food-waste-to-fuel-uae-company-uses-flies-to-create-power/7957872.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 01 Feb 2025 04:18:07 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/0241e70d-34c8-45c8-a431-8cf0bc5dbb28_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>วิจัยชี้ ‘พื้นที่สีเขียว’ ในเมือง ช่วยคนชะลอวัย สุขภาพหัวใจแข็งแรง</title>
            <description>การศึกษาของ Feinberg School of Medicine แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น (Northwestern University) รัฐอิลลินอยส์ ชี้ว่า การใช้ชีวิตในเมือง ที่มี “พื้นที่สีเขียว” หรือ “แหล่งน้ำ” อย่างจำกัด อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ “โรคหัวใจ”


การวิจัยดังกล่าวที่ติดตามผู้เข้าร่วมเกือบ 3,000 คน ตั้งแต่ปี 1985 จนถึงปี 2011 รวมแล้วเป็นเวลาราว 25 ปี ได้ข้อสรุปว่า เมื่อผู้คนอยู่กลางแจ้ง มักจะทำให้พวกเขาเกิดการเคลื่อนไหวของร่างกายที่มากขึ้นและนั่นก็นำไปสู่สุขภาพหัวใจที่ดี




ดร. ลีฟาง โฮว ผู้เขียนงานวิจัย กล่าวว่า “ผู้เข้าร่วมการศึกษา เป็นกลุ่มที่เข้าถึง (พื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำ) ได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านเศรษฐกิจรายได้ต่ำ เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการสะสมแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจได้มากกว่า”


แคลเซียมหรือหินปูนที่สะสมมากขึ้นในผนังหลอดเลือดจะส่งผลทำให้หลอดเลือดตีบ ซึ่งนับเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหัวใจ และหากกล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ นั่นอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้


การศึกษาในระยะยาวนี้พบว่า ความสัมพันธ์นี้พบได้อย่างชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนผิวสีที่อาศัยอยู่ในย่านรายได้ต่ำ


นอกจากนี้ จากการศึกษายังพบว่า การเข้าถึงแหล่งธรรมชาติจะส่งเสริมสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะช่วยชะลอความเสื่อม ทำให้ร่างกายเกิดความชราช้าลง


 




ดร.โฮว เล่าว่า “สภาพแวดล้อมที่ดี จะมีออกซิเจนคุณภาพดีกว่า อากาศที่สะอาดกว่า และสิ่งที่สำคัญที่สุด (การใช้ชีวิตใกล้ชิดพื้นที่สีเขียว) จะส่งเสริมให้เรามีกิจกรรมทางสังคมร่วมกับผู้อื่น ทำให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว ทั้งหมดนี้ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของเราได้”


 




ไฮดี ชไรเบอร์-แพน นักบำบัดจากศูนย์ Center for Nature Informed Therapy รัฐแมรีแลนด์ บอกว่า “มีหลักฐานยืนยันมากมายที่สนับสนุนว่า เมื่อร่างกายมนุษย์เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System - SNS) จะทำงานน้อยลง”


ระบบประสาทซิมพาเทติกเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทอัตโนมัติที่ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ เมื่อการทำงานของระบบ SNS น้อยลง ความดันโลหิตก็จะลดลงด้วย โดยนักบำบัดหญิงผู้นี้ชี้ว่า ร่างกายของเราจะตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่สงบ อันประกอบด้วยเสียงนกร้อง เสียงน้ำ และต้นไม้ ได้เป็นอย่างดี


 




ชไรเบอร์-แพน มองว่า “พื้นที่กลางแจ้ง” คือที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของมนุษย์ เรามักจะเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้นเวลาอยู่นอกอาคาร เมื่อเราขยับเคลื่อนไหว ก็จะส่งผลเชิงบวกต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ ในร่างกาย


ท้ายสุด ดร.โฮว จากมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น หวังว่า การวิเคราะห์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและนักวางผังเมืองเพื่อใช้อ้างอิงในการปรับปรุงเพิ่มพื้นที่ธรรมชาติ ทั้งต้นไม้และแหล่งน้ำให้ผู้คนเข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในย่านที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย


 



	ที่มา: วีโอเอ


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/hanging-out-in-urban-green-spaces-helps-prevent-heart-disease-study-finds-/7756889.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/hanging-out-in-urban-green-spaces-helps-prevent-heart-disease-study-finds-/7756889.html</guid>            
            <pubDate>Sun, 26 Jan 2025 23:55:52 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/01000000-c0a8-0242-27b2-08dcc56d38ce_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>คุณทวดวัย 119 ปีจากบราซิลเคลมอายุมากที่สุดในโลก</title>
            <description>คุณทวดชาวบราซิล วัย 119 ปี จากเมืองริโอเดจานาโรยื่นเรื่องขอการรับรองเป็นบุคคลที่อายุยืนที่สุดในโลกจากกินเนสส์ เวิร์ด เรคอร์ดส์


เดโอไลรา กลิเซอเรีย เปโดร ดา ซิลวา ที่จะอายุครบ 120 ปีในอีก 2 เดือนจากนี้ กำลังเร่งขอการยืนยันโดยกินเนสส์ ซึ่งในเวลานี้ยกให้แม่ชีชาวบราซิลอีกรายหนึ่งวัย 116 ปี ที่ชื่ออินาห์ คานาบาร์โร ลูคัส เป็นผู้ที่อายุมากที่สุด


โดโรเทีย เฟอร์เรรา ดา ซิลวา หลานของคุณทวดเดโอไลรา กล่าวกับรอยเตอร์ว่า &quot;เเม้เธอยังไม่ถูกใส่ชื่อในหนังสือ (ของกินเนสส์) แต่เธอคือคนที่อายุมากที่สุดในโลก อ้างอิงตามเอกสารที่ฉันเพิ่งค้นพบ&quot;


รอยเตอร์รายงานว่าเอกสารดังกล่าวเเสดงให้เห็นว่าเดโอไลรา กลิเซอเรีย เปโดร ดา ซิลวา เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 1905 ในปอร์คุนคูลาซึ่งเป็นเขตชนบทในรัฐริโอของบราซิล


นายแพทย์ จูแอร์ เด อะบรู ปิแอรา ที่ดูเเลสุขภาพของคุณทวดรายนี้อยู่บ่อย ๆ กล่าวว่าเธอมีสุขภาพโดยรวมแข็งเเรงดี หากเทียบกับอายุ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยอายุขัยของชาวบราซิลที่ 76.4 ปี ถึงราว 4 ทศวรรษ


กินเนสส์ เวิร์ด เรคอร์ดส์ กล่าวว่าไม่สามารถยืนยันการยื่นเอกสารขอรับรองจากคุณทวดเดโอไลราได้ เพราะมีคนจำนวนมากจากทั่วโลกที่พยายามขอการรับรองเป็นผู้ที่อายุยืนที่สุดเช่นเดียวกัน


แพทย์ของเดโอไลรากล่าวว่า เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในเขตที่อยู่ของเธอเมื่อเกือบ 20 ปีก่อนทำลายเอกสารฉบับดั้งเดิมซึ่งอาจจะเป็นสิ่งท้าทายความพยายามเคลมของคุณทวดรายนี้ว่าคือผู้ที่อายุยืนที่สุดในโลก



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/year-old-grandmother-from-brazil-cliams-to-be-oldest-in-the-world/7943786.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/year-old-grandmother-from-brazil-cliams-to-be-oldest-in-the-world/7943786.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 21 Jan 2025 04:01:19 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/da009158-c75b-4a66-a587-76cd5be31771_cx0_cy10_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ชาวอเมริกัน 70 ล้านชีวิต รับมือพายุหิมะระลอกใหม่</title>
            <description>ชาวอเมริกันกว่า 70 ล้านคนในอเมริกา ต้องเผชิญกับหิมะอีกครั้งในวันอาทิตย์ ตามมาด้วยอุณหภูมิต่ำจุดเยือกแข็งต่อเนื่องในสัปดาห์นี้


สำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติ (National Weather Service - NWS) ออกคำเตือนพายุหิมะตั้งแต่เช้าวันจันทร์เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะมีหิมะหนากว่าครึ่งฟุต หรือราว 15 เซนติเมตร บางพื้นที่อย่างนิวอิงแลนด์ ประกาศเตือนภัยสภาพอากาศตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ เช่นเดียวกับที่แมตซาชูเสตส์ นิวแฮมเชอร์ เมน คอนเนคติคัต ที่คาดว่าจะมีหิมะสูงถึง 10 นิ้ว หรือราว 25 เซนติเมตร


NWS ระบุด้วยว่า ที่นครฟิลาเดลเฟีย นิวยอร์ก และบอสตัน จะเจอกับหิมะ 2-3 นิ้วในช่วงเย็นวันอาทิตย์ เช่นเดียวกับที่กรุงวอชิงตัน ที่ต้องรับมือกับสภาพถนนหนทางที่เป็นอันตรายบริเวณถนน I-95 ในค่ำวันอาทิตย์ ตามมาด้วยอากาศหนาวเย็นจัดที่ถนนหนทางไม่ปลอดภัยในการเดินทาง


ทั้งนี้ หิมะตกหนักเป็นแค่จุดเริ่มต้นของสัปดาห์ที่มีอากาศหนาวรุนแรง โดยทางตอนเหนือของสหรัฐฯ จะเผชิญกับอากาศหนาวเย็นที่สุดในฤดูหนาวปีนี้ หรืออาจจะหนาวสุดในรอบหลายปี ที่อุณหภูมิ -48 ถึง -34 องศาเซสเซียส ในวันอาทิตย์และวันจันทร์ ในแถบมิดเวสต์ และกระแสลมหนาวที่นอร์ธดาโกตา และมินเนโซตา ทำให้อุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียส


นอกจากนี้ สภาพอากาศหนาวต่ำจุดเยือกแข็งคาดว่าจะไปไกลถึงโอกลาโฮมา และเทนเนสซี และในวันจันทร์จนถึงวันพุธนี้ ผู้คนอีก 30 ล้านคนจะเริ่มเผชิญอากาศหนาวเย็น แผ่นน้ำแข็ง และฝนน้ำแข็ง รวมถึงที่รัฐเท็กซัส ฟลอริดา นอร์ธแคโรไลนา และเซาธ์แคโรไลนา


ความหนาวเย็นยะเยือกนี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปในวันจันทร์ที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งทำให้พิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งของว่าที่ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องย้ายไปจัดภาคในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ โดยคาดว่ามีลมแรงราว 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วย


เมื่อต้นเดือนมกราคม อเมริกาเพิ่งเจอกับภาวะลมหมุนขั้วโลก (polar vortex) ที่ทำให้เกิดพายุหิมะรุนแรงและอากาศเย็นจัดตั้งแต่ทางตะวันออกไปจนถึงตอนใต้สหรัฐฯ



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/million-across-the-u-s-under-winter-storm-warnings/7942580.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/million-across-the-u-s-under-winter-storm-warnings/7942580.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 20 Jan 2025 05:08:12 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/aed9bf68-f05e-46dc-bd62-9a953399345d_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>เหตุใดมิวเซียมเก็บภาพเเวนโกะห์รอดไฟป่าเเคลิฟอร์เนีย?</title>
            <description>พิพิธภัณฑ์เกตตี (J. Paul Getty Museum) และของมีค่าที่สะสมไว้ราว 40,000 ชิ้น รอดไฟป่าแคลิฟอร์เนียอย่างเฉียดฉิว โดยไฟป่าคืบคลานมาใกล้สถานที่ส่วนที่เป็นวิลล่า ระยะ 6 ฟุต เท่านั้น แต่ก็ดับลงไป 


สำหรับรัฐแคลิฟอร์เนียโดยรวม ภัยพิบัติครั้งนี้ทำลายพื้นที่หลายส่วนไปแล้วกว่า 160 ตารางกิโลเมตร และมีอาคารบ้านเรือนเสียหายนับหมื่นหลัง


เหตุผลที่พิพิธภัณฑ์เกตตี แห่งเเอลเอ ที่เก็บรักษาภาพวาดดอกไอริสของเเวนโกะห์ ปลอดภัยจากไฟป่า มาจากการระวังภัยขั้นสุด ที่เป็นโครงการระยะเวลาหลายปี พร้อมด้วยเงินลงทุนด้านการป้องกันหลายล้านดอลลาร์




ใต้สนามหญ้ากว้างของพิพิธภณฑ์ เกตตี มีระบบจ่ายน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้น ป้องกันความแห้งเเล้งและความเสี่ยงต่อการติดไฟ


และแม้ระบบน้ำจะเชื่อมต่อกับบริการประปาของรัฐ แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งมีเงินกองทุนบริหาร 9 พันล้านดอลลาร์ มีที่เก็บกักน้ำขนาด 1 ล้านแกลลอน ไว้ใช้ในเวลาฉุกเฉิน


ต้นไม้บริเวณนั้นถูกตัดแต่งเพื่อไม่ให้กิ่งไม้ที่อยู่ต่ำเสี่ยงต่อไฟไหม้ ส่วนพื้นที่อาคารถูกสร้างด้วยวัสดุป้องกันไฟตั้งเเต่กำเเพงไปจนถึงกระเบื้องหลังคา และยังมีระบบที่สามารถจำกัดการลุกลามของไฟให้อยู่เฉพาะในเเต่ละห้อง ไม่ลามต่อไปห้องอื่น




ในช่วงที่เกิดไฟป่านานกว่าหนึ่งสัปดาห์กว่านี้ พนักงานของเกตตี 45 คน ทำหน้าที่เฝ้าระวังสถานที่ตลอดเวลา และต่างช่วยสกัดเปลวเพลิงเล็ก ๆ ที่เเผ่เข้ามา ถือเป็นส่วนเสริมที่คนของพิพิธภัณฑ์เข้ามาลงมือเองแบบ 24 ชั่วโมง ในเวลาที่เจ้าหน้าที่รัฐงานล้นมือ



	ที่มา: The Wall Street Journal 


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/7938110.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/7938110.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 18 Jan 2025 01:39:15 +0700</pubDate>
            <category>สหรัฐฯ</category><category>สังคม / สุขภาพ</category><enclosure url="https://gdb.voanews.com/62df1daf-4495-4766-942f-06b6f9828d03_cx0_cy6_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ปมใกล้ปาก หลัง อย. สหรัฐฯ ห้าม ‘สีแดงสังเคราะห์’ ผสมอาหาร-ยา</title>
            <description>เมื่อวันพุธที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ประกาศห้ามใช้ ‘สีแดงเบอร์ 3’ หรือ Red 3 ผสมในอาหารและยา ซึ่งแม้ได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มผู้บริโภค แต่ยังคงสร้างคำถามตัวโตในวงการผู้ผลิต ว่ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่


สีสังเคราะห์ประเภทนี้ ที่เรียกในชื่อวิทยาศาสตร์ว่าอีรีโทรซีน (erythrosine) มักถูกใช้เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีแดงสดและสีเชอรี่ เห็นได้ในลูกอมโคน ‘แคนดี้คอร์น’ จากยี่ห้อ Brach’s น้ำตาลไอซิ่งสีแดงบางยี่ห้อ น้ำหวานยอดฮิตอย่าง คูล-เอดและแฟนต้า รวมถึงผลิตภัณฑ์วิตามินขบเคี้ยวและยาบางประเภท ตามการรายงานของเอพี


คำสั่งห้ามของ FDA มีขึ้นหลังมีกลุ่มรณรงค์ด้านสุขภาพและความปลอดภัยทางอาหารยื่นหนังสือร้องเรียนเมื่อปี 2022 ให้เพิกถอนสีแดงเบอร์ 3 ออกจากรายชื่อสีที่สามารถใช้ผสมในอาหาร อาหารเสริม รวมถึงยากิน เช่น ยาแก้ไอ


จิม โจนส์ รองอธิบดีด้านอาหารมนุษย์ของ FDA ระบุว่าหน่วยงานกำลังเดินหน้าเพิกถอนการใช้งานสีแดงชนิดนี้ในอาหารและยากิน โดยให้เหตุผลว่าเป็นสาเหตุของการก่อมะเร็งในหนูทดลองเพศผู้


เขาระบุว่า “หลักฐานบ่งชี้ถึงมะเร็งในหนูทดลองตัวผู้ ที่ได้รับ FD&amp;C Red No.3 (ชื่อเฉพาะของสีแดงเบอร์ 3) ที่สำคัญ สิ่งที่ FD&amp;C Red No.3 ทำให้หนูตัวผู้เป็นมะเร็งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์”


อย่างไรก็ตาม สัญญาณอันตรายของสีชนิดนี้ไม่ได้เพิ่งถูกหยิบยกขึ้นมา เพราะเมื่อราว  35 ปีที่แล้ว หน่วยงาน FDA ก็ห้ามใช้สีแดงเบอร์สามในเครื่องสำอางไปแล้วด้วยเหตุผลด้านความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเช่นกัน 


ปมเงื่อนด้านเวลาและหลักฐานทางวิชาการ กลายเป็นประเด็นถกเถียงที่หลายฝ่ายมีความเห็นไม่เหมือนกัน


ปีเตอร์ ลูรี ผู้อำนวยการศูนย์สำหรับวิทยาศาสตร์ในผลประโยชน์สาธารณะ (Center for Science in the Public Interest) หนึ่งในกลุ่มตัวแทนที่เข้ายื่นหนังสือถึง FDA ยินดีกับคำประกาศที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการยกเลิกภาวะ “สองมาตรฐาน ที่สีแดงเบอร์ 3 ถูกห้ามใช้ในลิปสติก แต่กลับได้รับอนุญาตให้ใช้ในลูกอม”


ทางด้านสมาคมผู้ผลิตสีนานาชาติ (International Association of Color Manufacturers) ระบุว่าปริมาณที่ใช้เป็นการทั่วไปของสีชนิดนี้ยังคงปลอดภัยต่อการบริโภคของมนุษย์ โดยใช้งานวิจัยของคณะกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ที่บริหารโดยองค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก หรือ WHO รวมถึงผลงานในปี 2018 มายืนยันข้อโต้แย้งดังกล่าว


ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าคำสั่งของ FDA จะถูกนำไปฟ้องร้องบนชั้นศาลหรือไม่ เพราะยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าสีเบอร์ 3 เป็นสาเหตุก่อมะเร็งในมนุษย์ ในประเด็นนี้ นพ.โรเบิร์ต แคลิฟ อธิบดี FDA กล่าวกับสภาคองเกรสเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่าหน่วยงานจะแพ้ในชั้นศาล หากไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์


FDA ให้เวลาผู้ผลิตอาหารมีเวลาถึงเดือนมกราคมปี 2027 เพื่อปรับไปใช้สีประเภทอื่นแทน ส่วนผู้ผลิตยาจะมีเวลาจนถึงเดือนมกราคม 2028 ไม่เพียงเท่านั้น สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะต้องมีคุณภาพผ่านเกณฑ์ใหม่นี้เช่นเดียวกัน แม้ว่าประเทศต้นทางอาจจะยังอนุญาตให้ใช้สีแดงเบอร์ 3 อยู่ก็ตาม


นอกจากคำร้องในปี 2022 แล้ว ยังมีกลุ่มนักรณรงค์จำนวนมากที่เรียกร้องให้ยกเลิกการใช้สีชนิดนี้มาอย่างยาวนาน และในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สมาชิกสภาคองเกรสหลายสิบคนก็ส่งหนังสือเรียกร้องให้ FDA ห้ามใช้สีดังกล่าวด้วย


ปัจจุบันสีแดงเบอร์สามถูกห้ามใช้ในยุโรป ออสเตรเลีย รวมถึงนิวซีแลนด์ที่ห้ามใช้ แต่ยังยกเว้นให้กับสินค้าเชอร์รีบางประเภท ส่วนในสหรัฐฯ แคลิฟอร์เนียจะเลิกใช้สีนี้ในเดือนมกราคม 2027 นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอจากสมาชิกสภานิติบัญญัติในรัฐเทนเนสซี อาร์คันซอ และอินเดียนา ให้จำกัดการผสมสีบางประเภทลงในผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น อาหารในโรงเรียน


อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตบางรายก็ปรับสูตร ไม่ใช้สีแดงเบอร์ 3 มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยหันไปใช้สีแดงจากบีทรูท สารประกอบคาร์มีนที่ได้จากแมลง หรือสีจากมันหวาน ผักกาดแดง ไปจนถึงกะหล่ำปลีสีแดง อ้างอิงจากผู้ค้าสีผสมอาหาร Sensient Food Colors ในรัฐมิสซูรี


สำหรับผู้บริโภคในสหรัฐฯ ที่มีความกังวล เอพีระบุว่าควรตรวจสอบฉลากสินค้า ว่าของแดงที่อยากได้นั้นมีส่วนผสมของ Red 3 หรือ FD&amp;C Red No. 3 หรือไม่



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/fda-bans-red-3-dye-in-food-and-ingested-meds/7939665.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/fda-bans-red-3-dye-in-food-and-ingested-meds/7939665.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 17 Jan 2025 04:49:16 +0700</pubDate>
            <category>สหรัฐฯ</category><category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/664f31a8-92e9-4db8-9090-1a6b69e2743c_cx0_cy10_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>&quot;ไวรัสเอชเอ็มพีวี&quot; ที่ระบาดในจีนเป็นเชื้อใหม่หรือไม่?</title>
            <description>ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากหลายประเทศ ยังคงจับตามองการระบาดของ &quot;ไวรัสเอชเอ็มพีวี&quot; ในจีน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่าการติดเชื้อดังกล่าวลดจำนวนลงในตอนเหนือของประเทศ


จีนระบุว่ากรณีการเจ็บป่วยมีทิศทางขาลงสำหรับคนไข้ ที่ติด &quot;ไวรัสเอชเอ็มพีวี&quot; หรือ human metapneumovirus ซึ่งทำให้มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์เกิดความกังวลถึงการเพิ่มขึ้นของเคสผู้ป่วยเชื้อชนิดนี้ในประเทศจีน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19


เเพทย์หญิง โฮ เม่ยชาง นักวิจัยเกียรติคุณจากสถาบัน Institute of Biomedical Science ที่ไต้หวัน กล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศต้องการให้ทางการจีนเปิดเผยข้อมูลของไวรัสเอชเอ็มพีวี


เธอกล่าวเสริมว่าข้อเรียกร้องเหล่านี้รวมถึงการให้จีนทำการวิจัยพันธุกรรมของโรคเพื่อยืนยันว่าไวรัสเอชเอ็มพีวีเป็นเชื้อชนิดใหม่หรือไม่ &quot;เเม้จะเป็นไวรัสตัวเก่า แต่ก็อาจจะมีสายพันธุ์ใหม่ได้&quot; เธอกล่าว


ทั้งนี้ไวรัสเอชเอ็มพีวีเป็นเชื้อที่มีมาตั้งเเต่ปี 2001 เป็นอย่างน้อย


นายแพทย์ โธมัส ดัสซินสกี แห่งคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยอินเดียนากล่าวว่า เอชเอ็มพีวีเป็นไวรัสที่พบเป็นปกติทุก ๆ ปี


&quot;เด็กส่วนใหญ่เคยป่วยด้วยเชื้อนี้ตั้งแต่ก่อนอายุ 5 ขวบ มันเป็นไวรัสที่ทำให้มีอาการไอ จาม เเน่นหน้าอก และนำ้ตาไหล&quot; เขากล่าว


ไวรัสเอชเอ็มพีวีสามารถทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ป่วยหนักได้ เช่นเดียวกับการเป็นเชื้ออันตรายสำหรับผู้ใหญ่ที่มีปัญหาสุขภาพ เเต่ตามปกติเเล้วเชื้อนี้ไม่ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการรุนเเรง


นายเเพทย์พอล โอวเวอร์เทอร์ จากคณะเเพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins กล่าวว่าไวรัสเอชเอ็มพีวี ไม่ใช่เชื้อที่มีอันตรายใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19


เขาบอกว่าเอชเอ็มพีวี เป็นเชื้อที่มีมานานเเล้ว และเเพร่ไปสู่คนหลายล้านคนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนเหล่านั้นจึงมีภูมิคุ้มกัน


&quot;มันไม่ใช่เชื้อไวรัสชนิดใหม่ ที่อาจสร้างปัญหาร้ายเเรง&quot; โอวเวอร์เทอร์กล่าว


เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจีนกล่าวเมื่อเทียบกับปีที่เเล้วจำนวนผู้ป่วยจากเอชเอ็มพีวีลดลง


โอวเวอร์เทอร์ กล่าวว่าการที่จีนมีผู้ป่วยจากไวรัสเอชเอ็มวีพีมาก อาจเป็นเพราะความเสี่ยงติดเชื้อดังกล่าวสูงหลังจากที่จีนเคยใช้มาตรการล็อกดาวน์ช่วงโควิดระบาดอย่างเเข็งขันกว่าประเทศอื่น ๆ รวมทั้งสหรัฐฯ


เขาอธิบายว่า ในช่วงล็อกดาวน์ ประชาชนอยู่แต่ภายในบ้าน ไม่ค่อยออกไปสัมผัสเชื้อโรคในฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงของการรับเชื้อต่อระบบทางเดินหายใจ


&quot;การที่คนไม่ติดเชื้อ หมายถึงพวกเขาไม่มีการเสริมภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจึงมีประชากรจำนวนมากที่อาจจะเสี่ยง&quot; ต่อการติดไวรัสเอชเอ็มพีวีในจีน


ทั้งนี้ ไม่มียาบำบัดและวัคซีนสำหรับเชื้อเอชเอ็มพีวี เเพทย์กล่าวว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาการหายใจ ควรพบเเพทย์เมื่อติดเชื้อดังกล่าว



	ที่มา: วีโอเอ

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/hmvp-virus-helath-experts/7936871.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/hmvp-virus-helath-experts/7936871.html</guid>            
            <pubDate>Wed, 15 Jan 2025 04:59:37 +0700</pubDate>
            <category>เอเชีย</category><category>สังคม / สุขภาพ</category><category>จีน</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/fc1d3947-8d88-4fda-865a-5d3f5b849257_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ออสเตรเลียวางแผนคุมกำเนิดจระเข้ เพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน</title>
            <description>ในภาพยนตร์เรื่อง Crocodile Dundee ที่ออกฉายเมื่อปี 1986 และเล่าเรื่องราวของนักล่าจระเข้มือเปล่า ซึ่งทำรายได้อย่างมหาศาลและติดอันดับกลุ่มหนังทำเงินสูงสุดของประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในฉากหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำในดินแดน Northern Territory ของทวีปนี้ซึ่งในปัจจุบันกำลังเผชิญกับจำนวนประชากรจระเข้ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


ก่อนหน้านี้ ภาครัฐของออสเตรเลียอนุญาตให้ทำการล่าจระเข้ได้อย่างอิสระจนพวกมันเกือบที่จะสูญพันธ์ แต่ในปี 1970 มีการออกกฎเพื่ออนุรักษ์ หลังจากนั้นจำนวนของจระเข้ก็เพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา




จระเข้เป็นเสมือน “สัญลักษณ์” และสัตว์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของดินแดน Northern Territory โดยบริเวณนี้ มีอัตราส่วนของจระเข้น้ำเค็มต่อประชากรมนุษย์สูงที่สุดในโลก แต่พวกมันกำลังส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อประชาชนประมาณ 250,000 คนที่อาศัยในพื้นที่ด้วย


หนึ่งในเหตุการณ์น่าสลดใจ เกิดขึ้นในปี 2009 ที่เมืองดาร์วิน (Darwin) เมืองหลวงของดินแดนข้างต้น เมื่อ ไบรโอนี ลูกสาววัย 11 ปี ของชาร์ลีน โอซัลลิแวน เสียชีวิตจากการจู่โจมของจระเข้ ขณะที่ว่ายน้ำเล่นกับเพื่อน


 




โอซัลลิแวน เล่าว่า จากคำบอกเล่าของเด็ก ๆ ในเหตุการณ์นี้ ลูกสาวของเธอกระโดดลงน้ำ โดยลงไปบนจระเข้ที่นอนอยู่ข้างใต้ และทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไบรโอนีโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำได้แว่บเดียวก่อนจะถูกลากหายไป


ภายหลังเหตุสะเทือนใจดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบเศษกระดูกของเด็กสาวจำนวนเพียงสองชิ้นและได้ส่งมอบให้กับคุณแม่เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาและใช้ฝังแทนร่างของลูกสาว


แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะผ่านมาแล้วราว 15 ปี แต่บาดแผลด้านจิตใจยังคงสร้างความบอบช้ำให้กับผู้เป็นแม่อยู่เสมอ


 




โอซัลลิแวนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ทั้งน้ำตาว่า “หัวใจของฉันแตกสลาย ฉันไม่ได้เฝ้าดูลูกสาวเติบโต วันเสาร์หน้าจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของไบรโอนี ความเจ็บปวดก็ยังคงอยู่”


โอซัลลิแวนยอมรับว่าในอดีต ต้องการที่จะกำจัดจระเข้ทั้งหมดออกจากพื้นที่ แต่หลังจากนั้นหลายปี เธอหันมาดำเนินธุรกิจฟาร์มจระเข้ซึ่งทำให้เข้าใจธรรมชาติของสัตว์นักล่าเหล่านี้มากขึ้น


ทั้งนี้ มุมมองของโอซัลลิแวนได้เปลี่ยนไป และตอนนี้เธอไม่โทษจระเข้แม้แต่น้อยที่ทำให้ลูกสาวเธอเสียชีวิต พร้อมย้ำว่า พวกมันคือสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ ลูกสาวของเธอไปอยู่ตรงนั้นและจระเข้ก็ทำไปตามสัญชาติญาณ




ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียได้เปิดตัวโครงการใหม่ที่มีแผนดำเนินงานเป็นระยะเวลา 10 ปี และมีจุดประสงค์เพื่อจัดการกับจำนวนจระเข้ในพื้นที่ เป็นการช่วยรักษาสมดุล เพิ่มความยั่งยืนของอุตสาหกรรมฟาร์มจระข้ และมอบความปลอดภัยให้กับประชาชน


 




โทนี บลูมส์ เจ้าของธุรกิจล่องเรือชมจระเข้ ริมแม่น้ำแอดิเลด (Adelaide) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองดาร์วิน ซึ่งดำเนินกิจการมาแล้วนาน 40 ปี บอกว่า การพานักท่องเที่ยวมาชมจระเข้ในหนองน้ำอย่างใกล้ชิด เป็นเสมือนการเรียนรู้ภาคสนามของจริง ผู้คนจะได้เห็นว่าจระเข้ทำอะไรได้บ้าง แต่เขาก็เตือนทิ้งท้ายว่า “ถ้าไม่ใช่สระว่ายน้ำ ก็อย่าลงไปเล่นน้ำในนั้น”


อ้างอิงจากเว็บไซต์ “ครอคแอทแทค” (CrocAttack) ฐานข้อมูลที่รวบรวมการโจมตีของจระเข้ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2023 มีชาวออสเตรเลียถูกจระเข้ฆ่าตายไปแล้ว จำนวนอย่างน้อย 5 ราย


 



	ที่มา: รอยเตอร์


 


 


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/australia-weighs-tactics-to-thin-crocodile-numbers/7747444.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/australia-weighs-tactics-to-thin-crocodile-numbers/7747444.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 14 Jan 2025 02:00:00 +0700</pubDate>
            <category>สังคม / สุขภาพ</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/01000000-0aff-0242-0803-08dcbfd30b2b_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        </channel></rss>