<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">     
    <channel>      
        <title>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี - วอยซ์ ออฟ อเมริกา</title>     
        <link>https://www.voathai.com/z/1829</link>
        <description>สารคดีเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี </description>
        <image>
            <url>https://www.voathai.com/Content/responsive/VOA/th-TH/img/logo.png</url>
            <title>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี - วอยซ์ ออฟ อเมริกา</title>
            <link>https://www.voathai.com/z/1829</link>
        </image>
        <language>th</language>
        <copyright>Copyright 2010-วอยซ์ ออฟ อเมริกา</copyright>   
        <ttl>60</ttl>        
        <lastBuildDate>Mon, 02 Nov 2026 16:48:34 +0700</lastBuildDate> 
        <generator>Pangea CMS – VOA</generator>        
        <atom:link href="https://www.voathai.com/api/z$kyqetmvi" rel="self" type="application/rss+xml" />
    		<item>
            <title>ประชากรนกหลายพันธุ์กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว</title>
            <description>กลุ่มอนุรักษ์สิ่งเเวดล้อมระบุว่า ประชากรนกในสหรัฐฯ กำลังลดลงรวดเร็วอย่างน่าตกใจ เนื่องจากพวกมันสูญเสียเเหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ และต้องเผชิญผลกระทบจากภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงผิดธรรมชาติ
รายงาน 2025 U.S. State of the Birds ที่ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันพฤหัสบดี ชี้ว่ามีนกกว่า 100 สายพันธุ์ในการวิจัย ที่มีจำนวนประชากรลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
ผลศึกษาชี้ด้วยว่าจำนวนนกในทุกประเภทของที่อยู่อาศัยกำลังลดลง ซึ่งรวมถึงเป็ด ที่เคยเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการอนุรักษ์นก
ไมเคิล พาร์ ประธานสมาคมอนุรักษ์นก American Bird Conservancy บอกกับรอยเตอร์ว่า มีเพียงนกน้ำประเภทนกกระยาง ที่เป็นสายพันธุ์ที่ประชากรเพิ่มขึ้น
รายงานระบุว่า ประชากรเป็ดในธรรมชาติที่สหรัฐฯ ลดลงประมาณ 30% จากปี 2017 แต่ตัวเลขปัจจุบันยังมากกว่าเมื่อปี 1970 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าวเอพี ที่รายงานการศึกษาชิ้นนี้เช่นกัน
&quot;หนึ่งในสามของพันธุ์นกในสหรัฐฯ โดยประมาณ ต้องการความตื่นตัว (จากประชาชน) เพื่อการอนุรักษ์&quot;  อะแมนดา โร้ควัลด์ นักวิชาการเรื่องนกที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล์ และผู้อำนวยการ Cornell Lab of Ornithology&apos;s Center for Avian Population Studies ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาประชากรนก กล่าว
เธอเสริมว่าสายพันธุ์เหล่านี้เคยมีจำนวนมากในสหรัฐฯ
สำหรับนกที่มีจำนวนประชากรลดลงมากที่สุดประกอบด้วย นกอะเล็นฮัมมิงเบิร์ด นกน้ำ &apos;ลูน&apos; ปากเหลือง นกกาน้ำหน้าเเดง ไก่ป่าเกรเตอร์เสจเกราส์ นกฟลอริดาสครับเจย์ และนกทะเลเพเทรลฮาวาย เป็นต้น
รอยเตอร์รายงานว่าในจำนวนนี้ บางสายพันธุ์ได้ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะสูญพันธุ์ ภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ ว่าด้วยเรื่องสัตว์สายพันธุ์ที่อยู่ในอันตราย ก่อนหน้านี้เเล้ว
นักชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ปีเตอร์ มาร์รา ที่ไม่ได้อยู่ในคณะทำงานวิจัยนี้ บอกกับเอพีว่า &quot;ทุก ๆ สายพันธุ์ที่เราอาจจะสูญเสียมันไป เปรียบได้กับเส้นสายที่หลุดออกไปจากงานถักทอของชีวิตอันหลากหลาย&quot;
แต่มาร์รากล่าวว่า เเม้ภาพรวมจะดูน่าเป็นห่วง ความหวังเล็ก ๆ กำลังเปล่งประกายมาจากนกอินทรีหัวขาว ที่กำลังเพิ่มจำนวนประชากรของมันอยู่ในเวลานี้
ที่มา: วีโอเอ</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/report-us-bird-population-is-declining/8011100.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/report-us-bird-population-is-declining/8011100.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 15 Mar 2025 05:12:44 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/251f6130-15c4-4100-08bb-08dd5c8b1668_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>พิพิธภัณฑ์โตเกียว ชวนสัมผัส “ของตกยุค” ย้อนวันวานเทคโนโลยีล้าสมัย </title>
            <description>พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นได้รวบรวม “อุปกรณ์สื่อสารที่สูญพันธุ์” มาจัดแสดงไว้ สำหรับผู้ที่สนใจ หรือครั้งหนึ่งในชีวิตอาจจะเคยได้ใช้งานมาแล้ว </description>
            <link>https://www.voathai.com/a/tokyo-museum-offers-visitors-flashback-to-defunct-technology/8007681.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/tokyo-museum-offers-visitors-flashback-to-defunct-technology/8007681.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 14 Mar 2025 07:18:16 +0700</pubDate>
            <category>วิดีโอจากวีโอเอ</category><category>บันเทิง / ไลฟ์สไตล์</category><category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><category>วิดีโอ</category><enclosure url="https://gdb.voanews.com/d24d68c9-1a57-4deb-0cb6-08dd5c8d307c_tv_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>พิพิธภัณฑ์โตเกียว ชวนสัมผัส “ของตกยุค” ย้อนวันวานเทคโนโลยีล้าสมัย</title>
            <description>เครื่องมือที่เคยถูกเรียกว่า &quot;ทันสมัย&quot; แต่ปัจจุบันกลายเป็น &quot;ของตกยุค&quot; ที่ประเทศญี่ปุ่นได้มีการรวบรวม “อุปกรณ์สื่อสารที่สูญพันธุ์” มาจัดแสดงไว้ สำหรับผู้ที่สนใจ หรือครั้งหนึ่งในชีวิต อาจจะเคยได้ใช้งานพวกมันมาแล้ว
พิพิธภัณฑ์สื่อสูญพันธุ์ (Extinct Media Museum) ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียว จัดแสดงอุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีที่ถูกเลิกใช้งานไปแล้ว เช่น เทปวิดีโอเบตาแคม (Betacam) และฟลอปปีดิสก์ (Floppy disks) เป็นต้น
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทำการมาตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2023 ภายในแบ่งออกเป็นสามห้อง เครื่องมือสื่อสารจากอดีตจำนวนมากถูกจัดเรียงอัดแน่นบนชั้นวาง หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการนี้ คือกล้องถ่ายภาพนิ่งรุ่น &quot;ลิลลี่&quot; (Lily) ผลิตโดยบริษัทโซนี่ (Sony) ในปี 1916 ถือเป็นอุปกรณ์ที่มีอายุมากที่สุดในการจัดแสดง
มิกะ มัตสึดะ อายุ 59 ปี กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่คุ้นกับสิ่งของจากยุคก่อน และกลุ่มคนที่ช่วงชีวิตหนึ่งเคยเกี่ยวพันกับอุปกรณ์เหล่านี้ (เมื่อได้มาชมพิพิธภัณฑ์) จะรู้สึกทึ่งอย่างมาก”
เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “การได้เห็นของเหล่านี้ ราวกับได้ย้อนไปในอดีต เป็นช่วงเวลาความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน”
แนวคิดเบื้องหลังการจัดแสดงนี้สะท้อนความเชื่อที่ว่า อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดย่อมมีวันหมดอายุ ล้าสมัย และในที่สุดจะ &quot;สูญพันธุ์&quot; มีเพียงแค่กระดาษและก้อนหินเท่านั้น ที่น่าจะคงอยู่เป็นทางเลือกสำหรับการสื่อสารที่ไร้ข้อจำกัดด้านเวลา
บาร์บารา อาสึกะ รองภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ อธิบายว่าสิ่งของส่วนใหญ่ในงานนี้ได้มาจากการรับบริจาค ผู้ชมสามารถสัมผัสอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการรับชมได้อย่างเต็มที่
อาสึกะ เสริมว่า อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในตู้กระจก เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ผู้ชมสามารถมองดู หยิบขึ้นมา และรับรู้กลิ่นของวัตถุที่อยู่ตรงหน้า การได้สัมผัสอุปกรณ์ของจริงจะมอบประสบการณ์และข้อมูลที่คำพูดไม่อาจถ่ายทอดได้
ฮิซาชิ อิโตะ นักออกแบบรถยนต์ อายุ 56 ปี นำนาฬิกาพกขนาดเล็กและเทปคาสเซ็ตจากคอลเลกชันส่วนตัวมามอบให้กับพิพิธภัณฑ์ โดยเชื่อว่าหากตัวเขาเสียชีวิตไป ของที่ถูกเก็บไว้เหล่านี้ ก็จะถูกโยนทิ้ง ดังนั้นจะเป็นการดีกว่า หากได้แบ่งปันให้ผู้อื่นได้ชื่นชม
ราคาเข้าชมพิพิธภัณฑ์สื่อสูญพันธุ์ สำหรับบุคคลทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 12.70 ดอลลาร์ (435 บาท) ราคาพิเศษสำหรับนักเรียนและผู้ที่บริจาคสิ่งของเพื่อจัดแสดง อยู่ที่เพียงราว 6.35 ดอลลาร์ (220 บาท)
</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/tokyo-museum-offers-visitors-flashback-to-defunct-technology/8007680.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/tokyo-museum-offers-visitors-flashback-to-defunct-technology/8007680.html</guid>            
            <pubDate>Wed, 12 Mar 2025 07:56:31 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><category>บันเทิง / ไลฟ์สไตล์</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/66970bdd-6b7f-4f24-3260-08dd5c897904_cx24_cy0_cw75_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ฮิวแมนนอยด์: หุ่นยนต์รับใช้อัจฉริยะ ช่วยงานบ้าน ควบคุมได้จากทุกที่</title>
            <description>การแข่งขันเพื่อพัฒนา “หุ่นยนต์มนุษย์” (Humanoid Robot) สำหรับการใช้งานภายในบ้านได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยแต่ละบริษัทต้องการที่จะพัฒนาให้สำเร็จเป็นรายแรก หนึ่งในนั้นคือ บริษัทเทสลา (Tesla) ที่กำลังเร่งพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีความสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน


ในอนาคต หุ่นยนต์ประเภทนี้อาจกลายเป็นผู้ช่วยภายในบ้าน คอยทำงานทั่วไปแทนมนุษย์ ตัวอย่างเช่น นีโอ (NEO) หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) พัฒนาโดยบริษัท วันเอ็กซ์ (1X) ที่ตั้งอยู่ในนอร์เวย์และซิลิคอนแวลลีย์


 




เบิร์นท์ บอร์นิช ซีอีโอ และผู้ก่อตั้งบริษัท 1X ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ในระยะยาว หุ่นยนต์ตัวนี้ จะสามารถช่วยซักผ้า ทำความสะอาด และจัดบ้าน ทำให้ผู้คนมีเวลามากขึ้นในชีวิตประจำวัน”


หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ NEO เป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ที่ต้องการเห็นหุ่นยนต์เข้ามามีบทบาทในที่พักอาศัย ซึ่งการควบคุมหุ่นยนต์สามารถสั่งการได้จากระยะไกลทั่วทุกมุมโลก


 




บอร์นิช กล่าวว่า “เราตื่นเต้นอย่างมาก ที่จะสามารถควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกลด้วยตนเอง” บางครั้งเราอาจหลงลืม หรือต้องทำบางสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ให้อาหารแมว ปิดหน้าต่าง หรือตรวจตราความเรียบร้อยภายในบ้าน ซึ่งเราจะสามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือโยกย้ายตัวเองเข้าไปสู่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เพื่อจัดการงานเหล่านี้ให้สำเร็จ


หุ่นยนต์รุ่นต้นแบบที่นำมาสาธิตถูกควบคุมโดยมนุษย์จากระยะไกล อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของบริษัท 1X เปิดเผยว่า สำหรับรุ่นที่เตรียมวางจำหน่ายในท้องตลาด จะผสานการใช้ AI และการควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรล โดยหุ่นยนต์รุ่นดังกล่าวมีกำหนดเปิดตัวภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าราคาจะใกล้เคียงกับรถยนต์คันใหม่ที่มีราคาปานกลาง


ก่อนหน้านี้ บอร์นิช  ซีอีโอของบริษัท 1X ได้นำหุ่นยนต์รุ่น “อีฟ” (Eve) มาทดลองใช้งานภายในบ้านร่วมกับสมาชิกในครอบครัวของเขา การทดลองที่เกิดขึ้นได้มอบบทเรียนสำคัญหลายประการ ซึ่งถูกนำไปใช้ปรับปรุงและพัฒนาการออกแบบหุ่นยนต์รุ่น NEO ทั้งในด้านชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์และระบบ AI




เส้นทางของ NEO ในตลาดหุ่นยนต์อาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด เนื่องจากบริษัทชั้นนำอย่าง Tesla ภายใต้การบริหารของอิลอน มัสก์ เตรียมเปิดตัวหุ่นยนต์รุ่น “ออพทิมัส” (Optimus) หรือที่รู้จักในชื่อ “เทสล่า บอท” (Tesla Bot) ซึ่งมัสก์เคยกล่าวไว้ว่า “(หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ดังกล่าว) จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา”


นอกจากนี้ มัสก์เคยทำนายไว้ว่า ภายในปี 2040 จะมีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จำนวนราว 10,000 ล้านตัว ซึ่งคาดว่าจะมีราคาต่อตัวที่ประมาณ 20,000 ถึง 25,000 ดอลลาร์ หรือราว 700,000 ถึง 860,000 บาท




การแข่งขันในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจจากบริษัทต่างชาติ  เช่น บริษัทสตาร์ทอัพ โรโบทติค อีรา (Robotic Era) ที่ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งได้เผยแพร่ภาพวิดีโอของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่น “สตาร์ วัน” (STAR 1) ที่กำลังเดินทางผ่านทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหุ่นยนต์ในการอยู่รอด ภายใต้ภูมิประเทศที่มีความท้าทาย


 



	ที่มา: รอยเตอร์


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/meet-the-ai-humanoid-robot-built-to-help-you-around-the-house/8005611.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/meet-the-ai-humanoid-robot-built-to-help-you-around-the-house/8005611.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 11 Mar 2025 04:00:00 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/163e24e4-1ca4-4d7b-0455-08dd5c8b1668_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>หุ่นยนต์เสริมไอพ่น ‘บินกู้ภัย’ ช่วยชีวิตในสถานการณ์เข้าถึงยาก </title>
            <description>ทีมนักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีอิตาลีกำลังเร่งพัฒนาความสามารถของหุ่นยนต์ประดิษฐ์เพื่อให้ทำหน้าที่กู้ชีพในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่สามารถรับมือได้เอง


นักวิจัยกลุ่มหนึ่งกำลังเดินหน้าพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ซึ่งก็คือหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายมนุษย์ พร้อมเป้าหมายที่จะดัดแปลงเทคโนโลยีนี้ให้มีศักยภาพสูงขึ้นด้วยการติดตั้ง “ไอพ่น” เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถบินได้ โดยผู้ศึกษาตั้งความหวังว่า หุ่นยนต์นั้นจะถูกไปปรับใช้เพื่อประโยชน์ด้านการกู้ภัยสาธารณะต่าง ๆ ในอนาคต






การปฏิวัติเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองภัยพิบัติดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอิตาลี (Italian Institute of Technology - IIT) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สร้างหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า ไอคับ (iCub) และจำหน่ายไปให้แก่ทีมวิจัยอื่น ๆ ทั่วโลกมาแล้ว


หลังจากนั้น ทีมได้ตัดสินใจยกระดับโมเดลเดิม โดยการเสริมส่วนที่ทำหน้าที่คล้าย เจ็ตแพ็ก (Jetpack) หรืออุปกรณ์สะพายหลังที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบเทอร์ไบน์ ซึ่งติดตั้งไปยังตำแหน่งที่ไหล่และแขนทั้งสองข้าง ทำให้หุ่นสามารถบินได้ราวกับชุดเกราะของไอรอนแมน (Ironman) ซุปเปอร์ฮีโรจากค่ายมาร์เวล (Marvel) และหลังการติดตั้งไอพ่น หุ่นยนต์นี้ก้ได้รับชื่อใหม่ว่า ไอรอนคับ (IRonCub)


 




ดานิเอเล ปุชชี่ หัวหน้าฝ่ายปัญญาประดิษฐ์และกลศาสตร์อัจฉริยะ จากสถาบัน IIT อธิบายว่า ต้องมีการปรับแต่งส่วนล่างของหุ่นยนต์ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของ Jetpack ที่ปล่อยไอพ่นอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียสที่ระดับความเร็วเหนือเสียง โดยความร้อนที่พ่นออกมาจะทำลายและหลอมทุกอย่างสิ่งได้จึงทำให้ทีมงาน “ต้องสร้างระบบป้องกันพิเศษขึ้นมา”


วัตถุประสงค์หลักในการสร้างให้ iRonCub เป็นหุ่นยนต์บินได้ก็เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีที่เสร็จสมบูรณ์ไปใช้ปฏิบัติภารกิจค้นหาและกู้ภัยในสถานที่ที่อันตรายเกินไปสำหรับมนุษย์ หรืออาจเป็นภารกิจที่ยากจะเข้าถึง


 




ปุชชี กล่าวว่า ในสถานที่เข้าถึงลำบาก การบินคือทางออก เพราะสามารถหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ลงจอด ตรวจสอบพื้นที่ และค้นหาผู้รอดชีวิต และเมื่อปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นในจุดหนึ่ง หุ่นยนต์ก็สามารถบินขึ้นและเดินทางไปค้นหาผู้รอดชีวิตในจุดต่อไปได้


ทีมวิจัยเผยว่า หุ่นยนต์ต้นแบบนั้นอยู่ในช่วงการพัฒนาและยังคงมีการศึกษาวิธีควบคุมการบินให้คงที่ การบินขึ้น ลงจอด รวมถึงความเสถียรช่วงเปลี่ยนผ่านคำสั่งสถานะต่าง ๆ


ทีมวิจัยหวังว่า การพัฒนานวัตกรรมและข้อมูลที่รวบรวมได้จากการศึกษานี้ จะปูทางไปสู่การปฏิวัติความสามารถของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เพื่อขยายขอบเขตการใช้งาน ที่จะนำไปสู่ปลายทางของการใช้หุ่นยนต์เพื่อการกู้ภัยและช่วยชีวิตมนุษย์ในที่สุด



	ที่มา: รอยเตอร์


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/meet-the-robot-learning-to-fly-in-hopes-of-saving-lives/7816644.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/meet-the-robot-learning-to-fly-in-hopes-of-saving-lives/7816644.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 03 Mar 2025 04:33:20 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/ae3ec804-7520-4b95-b34b-80e7aa4b5931_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ผู้ผลิตรถไฟฟ้าในสหรัฐฯ &apos;ใจชื้น&apos; หลังมัสก์ขึ้นแท่นที่ปรึกษาทรัมป์</title>
            <description>ความหวังของบรรดาผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้จะถูกขับเคลื่อนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และที่ปรึกษาคนสำคัญอย่าง อิลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท เทสลา (Tesla)</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/ev-industry-in-trump-2-0/7977393.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/ev-industry-in-trump-2-0/7977393.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 22 Feb 2025 10:00:00 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><enclosure url="https://gdb.voanews.com/153aa7cb-1c74-407e-e187-08dd4a81f35f_tv_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>แอปเปิลเปิดตัว ไอโฟนราคาประหยัด โมเดล 16e </title>
            <description>แอปเปิล เปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ iPhone 16e ราคาประหยัดในวันพุธ ขณะที่พยายามให้ได้ส่วนเเบ่งตลาดมากขึ้นในสินค้าระดับกลาง ท่ามกลางการเเข่งขันกับซัมซุงและหัวเหว่ย 


สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้ ซึ่งแอปเปิลตั้งราคาไว้ที่ 599 ดอลลาร์ หรือราว 20,000 บาท ในสหรัฐฯ มุ่งเเข่งกับสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ ซึ่งเป็นที่นิยม โดยในเวลานี้ผู้ใช้ต้องการอุปกรณ์ที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์เสริมการทำงาน


iPhone 16e จึงมาพร้อมกับเครื่องมือที่เรียกว่า Apple Intelligence ที่มีลูกเล่นใหม่ ๆ หลายอย่างที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ ChatGPT เข้าช่วย


เมื่อปลายเดือนที่เเล้วแอปเปิลพยาการณ์ว่ายอดขายจะเติบโตดี และส่งสัญญาณว่าบริษัทจะสามารถฟื้นจากรายได้จากไอโฟนที่ลดลง ด้วยการนำเอไอมาเสริมการทำงาน และเป็นโปรเเกรมปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ได้ในหลายภาษาและในหลายประเทศมากขึ้น


อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ ยังคงไม่เน่ใจว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาช่วยยอดขายได้มากน้อยเท่าใดเพราะ เอไอเหล่านี้มักค่อย ๆ ทยอยเปิดตัว ในบางตลาด สำหรับ iPhone 16 ล่าสุดเเละรุ่น 15 Pro 


บริษัทวิเคราะห์ Counterpoint Research รายงานเกี่ยวกับยอดขายรุ่นก่อน ๆ ที่เป็นโมเดลราคาย่อมเยาที่มีชื่อรุ่น ในกลุ่ม SE


รายงานระบุว่าโมเดล SE มีสัดส่วนยอดขายต่อรายได้รวมของไอโฟนลดลง เหลือเพียง 1% ของยอดขายทั้งหมด จากเดิมที่เคยอยู่ที่สัดส่วน 10% ของรายได้รวม เมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นปีเปิดตัวกลุ่ม SE


iPhone 16e มาพร้อมกับชิป A18 ที่ในเวลานี้อยู่ในไอโฟนที่ราคาเเพงกว่า ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่เเล้ว


หากเทียบกับ iPhone 16 ที่ราคาต่ำสุด รุ่น 16e ที่เพิ่งเปิดตัวสัปดาห์นี้ จะถูกกว่าราว 200 ดอลลาร์


เเอปเปิลระบุว่า ผู้สนใจสามารถจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ใน 59 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ จีน อินเดีย และไทย และสินค้าจะพร้อมวางจำหน่ายวันที่ 28 กุมภาพันธ์



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/apple-launched-its-latest-low-cost-model-dubbed-the-iphone-16e/7983879.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/apple-launched-its-latest-low-cost-model-dubbed-the-iphone-16e/7983879.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 22 Feb 2025 05:20:48 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><category>ธุรกิจ</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/43aab031-63c3-4cd6-acc8-2a65b9f14556_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ส่องสถิติชาวญี่ปุ่นที่มีหนังสือเดินทาง</title>
            <description>สำนักข่าวเอเอฟพี อ้างอิงสถิติล่าสุดที่ชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นเพียง 1 ใน 6 ของประชากรทั้งหมดมีหนังสือเดินทาง โดยในเวลานี้ ชาวเเดนอาทิตย์อุทัยค่อย ๆ กลับมาท่องเที่ยวอีกครั้ง เเต่ยังไม่ถึงระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19


อัตราการถือหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต 1 ต่อ 6 ของญี่ปุ่น ต่ำกว่าอย่างชัดเจนหากเทียบกับของสหรัฐฯ ที่ครึ่งหนึ่งของประชากรมีหนังสือเดินทาง ย้อนกลับไปเมื่อ 35 ปีก่อน ชาวอเมริกันเพียง 5% เท่านั้น เป็นผู้มีหนังสือเดินทาง


ส่วนเกาหลีใต้ ปัจจุบันมีประชากรประมาณ 60% เป็นผู้ถือหนังสือเดินทาง ตามข้อมูลของทางการกรุงโซล


กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ณ สิ้นปีที่เเล้ว ชาวญี่ปุ่น 21.6 ล้านคน เป็นผู้ถือพาสปอร์ต คิดเป็น 17.5% ของประชากรทั้งหมด


ก่อนการระบาดของโควิด-19 อัตราการมีหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุของชาวแดนอาทิตย์อุทัยอยู่ที่ 25%


ทั้งนี้พาสปอร์ตของญี่ปุ่นติดอันดับทรงพลังมีสุดอันดับสองของโลก เท่ากับของเกาหลีใต้ ที่สามารถเข้าได้ 190 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า อ้างอิงข้อมูลจากดัชนีเฮนลีย์พาสปอร์ต


กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า การเดินทางไปต่างประเทศของชาวญี่ปุ่น ค่อย ๆ กลับมาเมื่อมาตรการป้องกันการระบาดถูกเลิกใช้ไป


อย่างไรก็ตามเงินเยนที่อ่อนค่าลงถึง 1 ใน 3 ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นชั่งใจที่จะเดินทางไปต่างประเทศ


นักวิเคราะห์กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันคนญี่ปุ่นนิยมเที่ยวในประเทศมากขึ้น


ในเวลานี้ญี่ปุ่นมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากเป็นสถิติใหม่ ในระดับกว่า 36 ล้านคน เมื่อปีที่เเล้ว โดยเมืองเกียวโต เป็นหนึ่งในแหล่งดึงดูดคนมาเที่ยวที่สำคัญ


ในทางกลับกัน หน่วยงานการท่องเที่ยวเจทีบีของญี่ปุ่นระบุว่า ในปีนี้น่าจะมีคนญี่ปุ่นเดินทางไปต่างประเทศ 14.1 ล้านคน



	ที่มา: เอเอฟพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/only-one-in-six-japanese-citizens-has-a-passport-data-shows/7983829.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/only-one-in-six-japanese-citizens-has-a-passport-data-shows/7983829.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 22 Feb 2025 04:08:10 +0700</pubDate>
            <category>ธุรกิจ</category><category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (AFP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/f384242f-f078-4629-b18b-5dd279625844_cx0_cy8_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>นาซ่าเผยดาวเคราะห์น้อย YR4 2024 มีโอกาสชนโลกเพิ่มขึ้นในปี 2032</title>
            <description>องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซ่า (NASA) และองค์การอวกาศยุโรป หรือ อีเอสเอ (ESA) เปิดเผยว่า ดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อว่า YR4 2024 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 3% ที่จะชนโลกในปี 2032 ซึ่งเป็นตัวเลขความน่าจะเป็นสูงสุดเท่าที่เคยมีมา


ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จัดอยู่ในกลุ่ม &quot;พิฆาตเมือง&quot; หรือ &quot;city killer&quot; ถูกพบครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วจากกล้องโทรทรรศน์ในประเทศชิลี โดยได้รับชื่อว่า YR4 2024 ซึ่งน่าจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 40 ถึง 100 เมตร


เดิมทีนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มีโอกาส 1% ที่ดาวเคราะห์น้อยนี้จะชนโลก แต่ล่าสุดนาซ่าเผยว่า โอกาสที่วัตถุอากาศนี้จะพุ่งชนโลกในวันที่ 22 ธันวาคม ปี 2032 เพิ่มเป็น 3.1% แล้ว


อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความน่าจะเป็นนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก คือประมาณ 1 ใน 32 เท่านั้น ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จับตาวัตถุดังกล่าวอย่างใกล้ชิดโดยใช้กล้องดูดาว เจมส์ เว็บบ์ ที่ทรงพลังสูงสุดที่มีอยู่ ติดตามการเดินทางของมัน เเละเมื่อดาวเคราะห์น้อยดวงนี้พ้นสายตาออกไป มันจะกลับมาให้เห็นอีกในปี 2028


นักวิทยาศาสตร์กล่าวด้วยว่า เมื่อใดที่ทราบมากขึ้นถึงเส้นทางการเคลื่อนรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ ก็มีโอกาสมากที่ความเสี่ยงในการพุ่งชนโลกอาจจะเหลือแค่ 0%



	ที่มา: ซีบีเอส

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/odds-of-asteroid-yr4-2024-hitting-earth-in-2032-go-up-again/7981114.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/odds-of-asteroid-yr4-2024-hitting-earth-in-2032-go-up-again/7981114.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 20 Feb 2025 05:09:59 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (CBS)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/d7af7e87-12a5-4a49-a943-6d0473024ef2_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>นิทรรศการสุดล้ำ! NASA ย่อยข้อมูลโลก ยิงขึ้นจอยักษ์</title>
            <description>สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian) ร่วมกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NASA) จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลก ภายใต้ชื่อ “นาซ่าส์ เอิร์ธ อินฟอร์เมชัน เซ็นเตอร์” (NASA’s Earth Information Center) ซึ่งนำเสนอข้อมูลที่รวบรวมมาจากทั้งในอวกาศและภาคพื้นดิน จุดประสงค์เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมเข้าใจถึงสถานะปัจจุบันโลกของเรา


 




จุดรวมสายตาของนิทรรศการนี้ คือ “ไฮเปอร์วอลล์” (Hyperwall) ซึ่งเป็นวิดีโอวอลล์ที่มีความกว้าง 10 เมตร และสูง 3 เมตร โดยหน้าจอนี้จะคอยแสดงข้อมูลอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของโลก และผู้จัดงานเชื่อว่า การเห็นรายละเอียดผ่านภาพเคลื่อนไหวจะช่วยให้ผู้ชมเข้าใจถึงปรากฎการณ์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น


 




คาเรน เซนท์ เจอร์แมน ผู้อำนวยการ กองวิทยาศาสตร์โลกของ NASA กล่าวว่า “การถ่ายทอดสิ่งที่เห็นจากอวกาศออกมาเป็นภาพ จะช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้ง ได้ดียิ่งกว่าการอ่านรายงาน ดังนั้นจึงเลือกใช้วิธีนี้”


ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ทาง NASA รวบรวมจากดาวเทียมจำนวน 25 ดวงและเซ็นเซอร์ภาคพื้นพื้นดินอีกเป็นจำนวนมากถูกประมวลเป็นภาพเคลื่อนไหว ก่อนถูกฉายขึ้นบนไฮเปอร์วอลล์ ตัวอย่างเช่น วิดีโอแสดงบริเวณของโลกที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้นมากที่สุด รวมถึงการติดตามความเปลี่ยนแปลงของมลพิษทางเสียงและแสงที่เกิดขึ้นบนโลก เป็นต้น


 




เคิร์ก จอห์นสัน ผู้อำนวยการ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติสมิธโซเนียน เผยว่า &quot;เราได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ได้มาจากการเก็บสะสมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรามองเห็นรูปแบบระยะยาว” ซึ่งนำเสนอออกมาเป็นกราฟ “เส้นโค้งคีลิง” (Keeling Curve) ที่แสดงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศตลอด 64 ปีที่ผ่านมา


จอห์นสันยังพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “นี่เป็นหนึ่งในกราฟ ที่น่าทึ่งที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์!”


แม้ในชีวิตการทำงาน นักวิทยาศาสตร์จะต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมากเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อข้อมูลถูกแปลงให้เป็นภาพ เหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้เห็นในนิทรรศการนี้เช่นกัน




 


เซนท์ เจอร์แมน จาก NASA บอกว่า “หนึ่งในการนำเสนอที่ฉันชอบที่สุด คือภาพที่แสดงกระแสน้ำในมหาสมุทรทั้งหมดและระบุสีของกระแสน้ำตามอุณหภูมิ” เพราะว่าโลกของเราเป็น “ดาวเคราะห์มหาสมุทร” มีผืนน้ำเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานส่วนใหญ่ที่มาจากดวงอาทิตย์ ขณะที่ กระแสน้ำที่พัดผ่านอย่างช้า ๆ ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายความร้อนไปทั่วทั้งโลก


เธออธิบายด้วยว่า “ปรากฎการณ์นี้ ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลก สามารถดำรงอยู่ได้”


 




ทางด้าน บิล เนลสัน ผู้บริหารจาก NASA เชื่อว่า ทุกคนสามารถช่วยดูแลและปกป้องโลก และเขามองว่า โครงการนี้มีคุณค่าด้านการศึกษาอย่างมาก พร้อมแสดงความหวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจต่อผู้ชมให้ตระหนักถึงบทบาทในการดูแลโลกใบนี้


นิทรรศการ “NASA’s Earth Information Center” จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติสมิธโซเนียน กรุงวอชิงตัน โดยจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ไปจนถึงสิ้นปี 2028


 



	ที่มา: วีโอเอ


 


 


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/smithsonian-and-nasa-present-exhibit-that-explores-ever-changing-earth/7831218.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/smithsonian-and-nasa-present-exhibit-that-explores-ever-changing-earth/7831218.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 18 Feb 2025 03:00:00 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/9c0273c6-5c5c-457d-a4b4-2382a3b87a94_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ผู้ผลิตรถไฟฟ้าในสหรัฐฯ &apos;ใจชื้น&apos; หลังมัสก์ขึ้นแท่นที่ปรึกษาทรัมป์</title>
            <description>ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมที่ปรึกษาคนสำคัญอย่าง อีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท เทสลา (Tesla) เหล่าผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle – EV) ในสหรัฐฯ ต่างตั้งความหวังว่า อุตสาหกรรมนี้จะถูกขับเคลื่อนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง


แม้ในช่วงการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ได้โจมตี โจ ไบเดน ว่าให้การสนับสนุนรถยนต์ EV ซึ่งอาจส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์ (เครื่องยนต์สันดาป) ของสหรัฐฯ ไปสู่จุดจบ แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายของแคมเปญหาเสียง อีลอน มัสก์ ผู้นำของ Tesla ได้ก้าวเข้ามาสนับสนุนทรัมป์อย่างเต็มตัว


ทรัมป์เคยกล่าวแนะนำมัสก์ บนเวทีปราศรัยว่า “ในรอบหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่แห่งแรกในอเมริกา และทุกวันนี้บริษัทจรวดของเขาคือเหตุผลเดียวที่เราสามารถส่งนักบินอวกาศชาวอเมริกัน ขึ้นสู่อวกาศได้&quot; ซึ่งมัสก์ได้ตกลงเข้าร่วมรัฐบาลใหม่ โดยจะทำหน้าที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพให้กับภาครัฐ ในด้านต่าง ๆ


หลังทราบผลการเลือกตั้ง ราคาหุ้นของ Tesla พุ่งขึ้นมากกว่า 25% ส่งผลให้มูลค่าตลาด ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกในรอบสองปี


ชีฟ สิคานด์ รองประธานบริษัท เดรโค (Drako) ผู้ผลิตสปอร์ตคาร์หรูสัญชาติอเมริกัน ที่ร่วมแสดงรถยนต์ในงาน แอลเอ ออโต้โชว์ (LA Auto show) เขาแสดงความตื่นเต้นอย่างมาก ที่ได้เห็นมัสก์ไปอยู่ในตำแหน่ง ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะรับฟังความเห็นอย่างจริงจัง


สิคานด์ เชื่อว่า “ไม่ใช่แค่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่นี่จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ ครอบคลุมไปถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของอเมริกา เป้าหมายของเราคือการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายจากคู่แข่งต่างชาติ”


ทรัมป์ให้คำมั่นว่า จะยกระดับการเก็บภาษีนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลให้เหล่าผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น


ไมล์ส จอห์นสัน โฆษกของบริษัท ฮุนได (Hyundai) ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับวีโอเอว่า “บริษัทจะผลิตรถยนต์ รุ่นไอโอนิค นายน์ (IONIQ 9) ในรัฐจอร์เจีย นอกจากนี้ ในรัฐเดียวกัน บริษัทยังร่วมทุนกับโรงงานผลิตแบตเตอรี่อีก 2 แห่ง” กระบวนการผลิตรถยนต์และการจัดหาแบตเตอรี่ ทั้งหมดจะอยู่ในสหรัฐฯ แสดงถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อตลาดอเมริกา


รัฐบาลของทรัมป์อาจจะยุตินโยบายสนับสนุนเครดิตภาษีรัฐบาลกลางมูลค่า 7,500 ดอลลาร์ ที่ให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่ผู้เกี่ยวข้องบางรายกลับไม่รู้สึกแปลกใจ และมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดตามกาลเวลา


จอห์น โธมัส หัวหน้าฝ่ายรายได้ของบริษัท แอมเพียว (AMPure) ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนความเห็นว่า การให้สิ่งจูงใจไม่สามารถทำได้ตลอดไป โธมัสมองว่า “สิ่งจูงใจเป็นเสมือนแรงผลักในช่วงต้น ทำให้อุตสาหกรรมสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ จากนั้น (ผู้ให้) จะค่อย ๆ ลดการอัดฉีด คล้ายกับสิ่งที่เราเห็นในตลาดยุโรป”


ข้อมูลจาก เคลลีย์ บลู บุ๊ค (Kelley Blue Book) บริษัทประเมินมูลค่ารถยนต์ ชี้ว่าในปี 2023 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคัน หรือคิดเป็น 7% ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดในสหรัฐฯ


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/ev-industry-hoping-for-continued-growth-under-trump/7977135.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/ev-industry-hoping-for-continued-growth-under-trump/7977135.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 17 Feb 2025 05:09:16 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/5f440176-fe12-45ca-ddcd-08dd4a81f35f_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>นักวิทย์ตรวจพบ ‘อนุภาคผี’ ในทะเลเมดิเตอเรเนียน</title>
            <description>เอพีรายงานผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์เมื่อวันพุธ เรื่องการตรวจพบนิวตริโน อนุภาคมูลฐานตรวจจับยากที่มนุษย์ยังคงไขปริศนากันอยู่


นิวตริโน คืออนุภาคมูลฐานที่มีแหล่งกำเนิดจากหลายแหล่ง เช่นปฏิกิริยาคอสมิก ดวงอาทิตย์ การสลายของกัมมันตรังสีบนพื้นโลก ไปจนถึงปฏิกิริยานิวเคลียร์โดยมนุษย์ 


ด้วยความที่มีมวลน้อย เคลื่อนที่เร็วเกือบเท่าแสงและมีประจุไฟฟ้าเป็นกลาง ทำให้นิวตริโนสามารถวิ่งทะลุสสารต่าง ๆ ได้ดีโดยไม่ทำปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่ทะลุผ่านไปหลายชนิด รวมถึงร่างกายมนุษย์ที่ถูกทะลุผ่านด้วยนิวตริโนหลักล้านล้านหน่วยทุกวินาทีโดยที่ไม่รู้ตัว 


ความเล็กจิ๋วและตรวจจับยากนี้เองที่ทำให้มันมีชื่อเล่นว่า ‘อนุภาคผี’


การศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจมวลขนาดจิ๋วมากขึ้นเรื่อย ๆ และหนึ่งในวิธีการศึกษาก็คือการตรวจจับนิวตริโนด้วยมวลสารหลายชนิดที่ทำปฏิกิริยากับมัน ที่เรียกกันว่า เครื่องตรวจจับนิวตริโน (Neutrino Detector)


และเมื่อสองปีที่แล้ว นิวตริโนได้เคลื่อนผ่านและมีปฏิกิริยากับเครื่องตรวจจับที่ใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน ทำให้นักวิจัยมาตรวจวัดพลังงานจนสามารถทำออกมาเป็นผลการศึกษาในวันพุธ ที่วารสารวิชาการ Nature 


อาร์ต ไฮโบร์ หนึ่งในผู้ทำชิ้นงานวิจัยนี้จากสถาบันวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคย่อยของอะตอม หรือ นิเคฟ (Nikhef) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า การศึกษานี้คือส่วนหนึ่งของ “การพยายามเข้าใจกระบวนการทางพลังงานที่สูงที่สุดของจักรวาล”


การตรวจพบครั้งนี้เกิดขึ้นที่จุดสังเกตการณ์ใต้ทะเลลึกที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยอุปกรณ์ตรวจจับเหล่านี้มักจัดวางอยู่ในจุดที่ลึกลงไปในทะเล แผ่นน้ำแข็งหรือใต้ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ตรวจจับกัมมันตรังสีจากพื้นผิวโลก


เอพีระบุว่าการพบนิวตริโนอย่างรวดเร็วในครั้งนี้อาจหมายความว่ามีนิวตริโนให้ตรวจจับมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ 


กระนั้น ในความเห็นของแมรี บิชาย นักฟิสิกส์จากสถาบันวิจัยแห่งชาติบรูคแฮเวน (Brookhaven National Laboratory) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้ ยังมองว่าเร็วเกินไปที่จะตอบว่านิวตริโนที่ตรวจจับได้นั้นมีที่มาจากที่ใด และต้องนำผลการสังเกตการณ์จากเครื่องตรวจจับอื่น ๆ มาร่วมศึกษาต่อไป


ทางด้านเดนเวอร์ วิททิงตัน นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยซิราคิวส์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยข้างต้นเช่นกัน มองว่าการค้นพบนี้ถือเป็น “สัญญาณว่าเรามาถูกทาง และเป็นลางบอกใบ้ว่าอาจจะมีเซอร์ไพรส์”



	ที่มา: เอพี สถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติ (มหาชน)

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/ghost-particle-aka-neutrino-detected-under-mediterranean-sea/7975694.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/ghost-particle-aka-neutrino-detected-under-mediterranean-sea/7975694.html</guid>            
            <pubDate>Sat, 15 Feb 2025 05:05:29 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><category>โลก</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/900f1eaf-a5e5-449b-b54b-ee7c0b7d187d_cx0_cy7_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>ยูเอ็นเผย เกือบทุกประเทศพลาดเส้นตายส่งแผนแก้ปัญหาโลกร้อน</title>
            <description>สหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ชี้ว่าเกือบทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ส่งแผนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไม่ทันเส้นตาย เมื่อวันจันทร์


ยูเอ็นเผยเมื่อวันจันทร์ว่า มีเพียง 10 ประเทศจากเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอกวาดอร์ นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และอุรุกวัย ยื่นแผนจัดการปัญหาโลกร้อน ภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทันตามกำหนดเส้นตาย 10 กุมภาพันธ์ อ้างอิงจากฐานข้อมูลของสหประชาชาติที่ติดตามการส่งแผนของประเทศต่าง ๆ


ส่วนจีน อินเดีย สหภาพยุโรป เป็นประเทศใหญ่ที่ส่งแผนดังกล่าวไม่ทันตามกำหนดเวลา เช่นเดียวกับ สหรัฐฯ อังกฤษ และบราซิล โดยกรณีของสหรัฐฯ นั้นเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ก่อนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสั่งให้อเมริกาถอนตัวจากข้อตกลงปารีส


ภายใต้ความตกลงปารีส แต่ละประเทศจะต้องจัดทำเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2035 และมีรายละเอียดในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวที่ชัดเจนให้กับสหประชาชาติ แต่ไม่ได้ข้อบังคับทางกฏหมายหรือบทลงโทษใด ๆ ต่อประเทศที่ยื่นแผนดังกล่าวล่าช้ากว่ากำหนด


เอโบนี ฮอลแลนด์ จาก International Institute for Environment and Development ให้ทัศนะกับเอเอฟพีว่า การถอนตัวจากความตกลงปารีสของสหรัฐฯ เป็น “ความพ่ายแพ้” ในการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างชัดเจน และว่า “เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังเกิดขึ้น ซึ่งสร้างความท้าทายในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นใหญ่อย่างภาวะโลกร้อน”


ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในระดับที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ภายใต้สนธิสัญญากรุงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ที่มีการลงนามในปี 2015 มีเป้าหมายที่จะจำกัดให้อุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส



	ที่มา: เอเอฟพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/almost-all-nations-miss-un-deadline-for-new-climate-targets/7969856.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/almost-all-nations-miss-un-deadline-for-new-climate-targets/7969856.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 11 Feb 2025 03:30:20 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (AFP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/1bc1f282-a29b-45a9-84fc-592c8d04b1dd_cx0_cy3_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>นักวิทย์-เกษตรกรอเมริกันหวั่น ‘ไข้หวัดนก’ ระบาดรอบใหม่</title>
            <description>การระบาดของไข้หวัดนกรอบล่าสุด และโอกาสการกลายพันธุ์ของไวรัส H5N1 ครั้งนี้ได้สร้างความกังวลให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ว่าอาจนำไปสู่การระบาดของไข้หวัดนกจากคนสู่คน และยกระดับเป็นการระบาดใหญ่ในวงกว้างได้ ด้านเกษตรกรฟาร์มสัตว์ปีกต่างแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขาเช่นกัน


จอร์จ เทอร์วิลลิงเกอร์ เจ้าของฟาร์ม Pleasant Vale Farm ในเดลาเพลน เวอร์จิเนีย ทางตะวันตกของกรุงวอชิงตัน ต้องปรับเปลี่ยนการเลี้ยงไก่ไปจากปกติ เนื่องจากไวรัสสายพันธุ์ H5N1 หรือที่รู้จักกันในชื่อไข้หวัดนก ที่ไม่เพียงแต่ทำให้สัตว์ปีกในอเมริกาล้มตายมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 แล้ว ยังส่งผลให้ราคาไข่ไก่สหรัฐฯ พุ่งสูงไปทั่วประเทศด้วย


เทอร์วิลลิงเกอร์ กล่าวว่า ในช่วง 1-2 ปีมานี้ไม่ได้มีการขยายฟาร์ม เนื่องจากกังวลว่าจะนำสัตว์ปีกที่ติดเชื้อเข้ามาปะปน




ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการกิจการทรัพยากรสัตว์ป่ารัฐเวอร์จิเนีย เทอร์วิลลิงเกอร์ แสดงความกังวลถึงความเสี่ยงที่ไข้หวัดนกจะมีผลกระทบต่อฝูงสัตว์ปีก ลามไปถึงวัวและลูกวัวราว 100 ตัวในฟาร์มของเขา


เทอร์วิลลิงเกอร์ บอกกับวีโอเอว่า หากเชื้อไปถึงจุดที่แพร่ไปยังฝูงวัวและทำให้พวกมันล้มป่วยหรือทำให้เนื้อวัวไม่สามารถขายได้ อาจทำให้เราต้องปิดกิจการไปได้


มีรายงานเรื่องไข้หวัดนกในวัวนมครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขของไวรัสไข้หวัดนกนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อ 67 ราย ซึ่งเป็นการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 คน


อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงจีโนมของไวรัสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้สร้างความกังวลให้กับนักวิทยาศาสตร์บางส่วนบ้างแล้ว


เมแกน เดวิส นักระบาดวิทยา แห่ง Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health กล่าวกับวีโอเอผ่านสไกป์ว่า “หากมีการเปลี่ยนแปลง(จีโนม)ที่ทำให้ไวรัสมีโอกาสแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ ซึ่งเรายังไม่เคยพบมาก่อน อาจเป็นความท้าทายในด้านการรับมือด้านสาธารณสุขอย่างแท้จริง และเป็นเหตุผลที่เราคิดว่าไวรัสนี้มีโอกาสเป็นการระบาดใหญ่”


นักระบาดวิทยาจาก Johns Hopkins ระบุว่า ผู้คนสามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อนี้ได้อยู่ ด้วยการรับประทานเนื้อสัตว์ ไข่ปรุงสุก และนมพลาสเจอร์ไรซ์ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือสัมผัสสัตว์ที่ล้มป่วยหรือตาย เป็นหนทางที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัสชนิดนี้ได้อย่างแท้จริง


สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงในบ้าน แนะนำให้ติดตามข่าวสารการเรียกคืนอาหารสัตว์หรือน้ำนมดิบ และดูแลสัตว์เลี้ยงให้อยู่ห่างไกลจากการสัมผัสกับนกป่า


ระหว่างที่ติดตามสถานการณ์ล่าสุดอย่างใกล้ชิด เทอร์วิลลิงเกอร์ ได้เริ่มพิจารณาแผนไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว


เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ในเวอร์จิเนีย เผยกับวีโอเอว่า ปกติแล้วในช่วงเดือนนี้หรืออีกหนึ่งเดือนจากนี้ จะซื้อไก่งวงมาเลี้ยงสำหรับขายช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าจะทำแบบเดิมในปีนี้หรือไม่ เนื่องจากมีความกังวลถึงแหล่งที่จะซื้อพันธุ์ไก่งวงขึ้นว่า ว่าอาจจะมาพร้อมกับไข้หวัดนก


แต่ในเวลานี้ เทอร์วิลลิงเกอร์ จะยังคงยึดตามข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และหวังว่าสถานการณ์ของโรคนี้จะคลี่คลายลงไป ในระหว่างที่ตั้งการ์ดสูงในการเฝ้าระวังปศุสัตว์ในฟาร์มของเขา



	ที่มา: วีโอเอ

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/us-bird-flu-health-concerns/7961573.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/us-bird-flu-health-concerns/7961573.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 04 Feb 2025 04:15:22 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/4d6267ce-ff9c-4ccf-9d04-c12ed53b654a_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>เมืองผู้ดีใช้ ‘เซ็นเซอร์ AI’ ตรวจคุณภาพแหล่งน้ำธรรมชาติ</title>
            <description>ในทุกวันนี้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ตอบสนองในหลากหลายวัตถุประสงค์ หนึ่งในนั้นคือการวัดค่า “คุณภาพน้ำ” แบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนข้อมูลที่สำคัญ โดยเฉพาะการปนเปื้อนของน้ำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการลงไปว่ายน้ำบริเวณนั้น


ที่วอร์ลีห์ เวียร์ (Warleigh Weir) จุดว่ายน้ำธรรมชาติยอดนิยม ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ มีการทดสอบตรวจวัดสถานะคุณภาพน้ำด้วยเซ็นเซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเซ็นเซอร์เหล่านี้ถูกติดตั้งไว้ตามจุดว่ายน้ำธรรมชาติและชายหาดในพื้นที่


ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำผ่านหน้าจอ โดยข้อมูลที่ได้จะช่วยตัดสินใจว่า คุณภาพน้ำในตอนนั้นมีความปลอดภัยเพียงใด และควรลงไปเล่นน้ำหรือไม่


 




แดน ไบลส์ จากบริษัท ยูนิไฟ เทคโนโลยี (UnifAI Technology) กล่าวว่า “สิ่งที่ AI ทำ คือใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ได้จากเซ็นเซอร์ และประมวลข้อมูลดังกล่าวเพื่อระบุถึงความเสี่ยงการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียในน้ำที่อาจเป็นอันตรายได้แบบทันท่วงที”


ไบลส์ จากบริษัทสตาร์ทอัพที่พัฒนาเซ็นเซอร์ดังกล่าว อธิบายว่า ในปัจจุบัน หากเราต้องการทราบสถานะความปลอดภัยของน้ำ ขั้นตอนก็คือ เราต้องสุ่มเก็บตัวอย่าง จัดส่งไปยังห้องทดลอง และรอผลการตรวจสอบเป็นเวลาสามวัน ก่อนที่เราจะรู้ว่าคุณภาพน้ำมีความปลอดภัยหรือไม่ และเขามองว่า ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการและวิธีที่ “ไม่ดีพอ”


ข้อมูลที่เก็บได้จากเซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งบริเวณต้นน้ำ จะถูกระบบ AI ตรวจสอบในหลายมิติ อย่างเช่น ค่าความเป็นกรดด่าง อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน รวมถึงระดับค่าแอมโมเนีย




ในช่วงการทดสอบระบบ AI เป็นระยะเวลา 6 เดือน ระบบได้เรียนรู้การเชื่อมโยง รูปแบบข้อมูลที่ได้จากเซ็นเซอร์ และระดับของเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำ


หากระบบดังกล่าวทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จะสามารถส่งข้อมูลอัปเดตแจ้งเตือนคุณภาพน้ำผ่านแอปบนมือถือ ทำให้ผู้คนรับรู้ว่าอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำระดับสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในด้านสุขภาพ เพราะจะช่วยช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร การติดเชื้อผิวหนัง ระบบหูและตา รวมถึงโรคร้ายแรงอื่น ๆ


ความคิดริเริ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ที่ครอบคลุมรายละเอียดกว้างขวางกว่ามากในการปรับปรุงคุณภาพของแหล่งน้ำในประเทศ


เป็นระยะเวลาหลายปีแล้วที่ภาคเอกชนในอังกฤษไม่มีการลงทุนเพื่อส่งเสริมประเด็นนี้ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่อังกฤษต้องเผชิญกับน้ำฝนปริมาณมากจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น โดยทั้งหมดทำให้ “อุตสาหกรรมน้ำ” ของอังกฤษ กำลังเข้าใกล้ “ภาวะวิกฤต”




ไบลส์ จากบริษัท UnifAI Technology กล่าวทิ้งท้ายว่า แม่น้ำและชายฝั่งของอังกฤษอยู่ในสภาพย่ำแย่อย่างมากเพราะปัญหาที่สะสมมานานหลายทศวรรษและไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืน โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม รวมถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพของแหล่งน้ำให้สำเร็จ


 



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/how-ai-is-helping-keep-swimmers-safe-at-england-s-beaches/7769156.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/how-ai-is-helping-keep-swimmers-safe-at-england-s-beaches/7769156.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 04 Feb 2025 03:00:00 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/01000000-c0a8-0242-6096-08dccbb0c5a5_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>พบดาวเคราะห์น้อย มีโอกาสชนโลกปี 2032 ในระดับความเสี่ยง 1%</title>
            <description>องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซ่า (NASA) ระบุเมื่อวันพุธว่า พบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่ ที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะพุ่งชนโลกในปี 2032 หรือ 7 ปีจากนี้ โดยโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงอยู่ที่ 1% กว่า ๆ เท่านั้น


ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาวัตถุใกล้โลก ของน่าซ่า พอล โชดาส กล่าวว่า &quot;เราไม่กังวลเลย เพราะโอกาสที่มันจะพลาดเป้าอยู่ที่ 99%... เเต่มันควรเป็นที่สนใจ&quot;


ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ถูกพบเมื่อเดือนที่แล้ว จากกล้องโทรทรรศน์ในประเทศชิลี โดยได้รับชื่อว่า 2024 YR4 ซึ่งน่าจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ระหว่าง 40 ถึง 100 เมตร


นักวิทยาศาสตร์จับตาวัตถุดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่มันกำลังเดินทางมาในทิศที่เบี่ยงไปจากโลกของเราในเวลานี้ 


เมื่อใดที่ทราบมากขึ้นถึงเส้นทางการเคลื่อนรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ โชดาสและผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ กล่าวว่ามีโอกาสมากที่ความเสี่ยงของมันในการพุ่งชนโลกจะเหลือ 0%


นาซ่าและองค์การอวกาศยุโรป European Space Agency กล่าวว่าการมองเห็นดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จากโลกจะค่อย ๆ เลือนลางลง ในอีก 2-3 เดือนจากนี้


เเต่ในเวลานี้นักวิทยาศาสตร์จะใช้บรรดากล้องโทรทรรศน์ที่ทรงพลังสูงสุดที่มีอยู่ ติดตามการเดินทางของมัน เเละเมื่อดาวเคราะห์น้อยดวงนี้พ้นสายตาออกไป  มันจะกลับมาให้เห็นอีกในปี 2028


วัตถุดังกล่าวเข้ามาใกล้โลกมากที่สุด เมื่อวันคริสต์มาส ด้วยระยะ 800,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็น 2 เท่าของระยะทางที่โลกห่างจากดวงจันทร์


ในช่วง 2 วันจากนั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจพบดาวเคราะห์น้อยดวงนี้


โชดาสกล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญค้นคว้าหาข้อมูลการเดินทางของวัตถุดังกล่าวตั้งเเต่ปี 2016 ซึ่งการคำนวณพบว่ามันเข้ามาใกล้โลกในตอนนั้น


โชดาสบอกกับสำนักข่าวเอพีว่าถ้านักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลภาพของมัน ณ เวลานั้น พวกเขาอาจจะสามารถทราบได้ว่ามันจะพุ่งชนโลกเขาเรา หรือไม่


&quot;ถ้าเราไม่พบข้อมูลดังกล่าว การวิเคราะห์ความน่าจะเป็นก็เพียงเเค่ช้าลง เมื่อเราต้องเก็บข้อมูลการสำรวจเพิ่มเติม&quot; โชดาสกล่าว


ในทุก ๆ 2,000 ถึง 3,000 ปี โลกจะถูกดพุ่งชนด้วยดาวเคราะห์น้อยที่อาจเกิดผลรุนเเรงตามข้อมมูลขององค์การอวกาศยุโรป 


หากดาวเคราะห์น้อยที่ถูกตรวจพบนี้ พุ่งชนโลกจริง การวิเคราะห์ชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค. 2032 ซึ่งในเวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะพยากรณ์ว่าส่วนไหนของโลกจะถูกชน 


แต่ข่าวดี คือเท่าที่องค์การนาซ่าทราบตอนนี้ ยังไม่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ดวงใดเลยที่มีความเป็นไปได้ที่จะพุ่งชนโลกด้วยโอกาสที่จะเป็นจริงเกิน 1%



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/earth-asteroid-small-chance-/7958393.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/earth-asteroid-small-chance-/7958393.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 31 Jan 2025 23:43:50 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/8902a1e6-6b96-40a0-bb26-373761fc27c3_cx0_cy5_cw0_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>แฮกเกอร์จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ ใช้เอไอของ ‘กูเกิล’ ช่วยปฏิบัติการไซเบอร์อย่างไร</title>
            <description>กูเกิล บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานในวันพุธว่า โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ‘เจมิไน’ ของตน ถูกแฮกเกอร์จากหลายชาติ รวมถึงอิหร่าน จีน และเกาหลีเหนือ นำไปใช้เสริมเขี้ยวเล็บในหลายปฏิบัติการ


รายงานระบุว่าแฮกเกอร์ใช้เจมิไน ที่เป็นเอไอประเภทโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model หรือ LLM) และใช้งานได้ในทางสาธารณะ อำนวยความสะดวกในการโจมตีและจารกรรมที่รัฐสนับสนุน ไปจนถึงทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations หรือ IO)


LLM คือผลิตภัณฑ์ปัญญาประดิษฐ์ที่ฝึกฝนและเรียนรู้ภาษามนุษย์จากชุดข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีมาในอดีต ในกรณีเจมิไน ที่เป็น Generative AI ซึ่งสามารถสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาจากข้อมูลเดิม ทำให้เหล่าแฮกเกอร์ใช้มันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยเหลือปฏิบัติการทางไซเบอร์ของตน


รายงานที่ออกมาจากกลุ่มทำงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของกูเกิล หรือ Google Threat Intelligence Group นี้ พบว่าปัญญาประดิษฐ์ที่มีในปัจจุบันเพียงแค่ทำให้แฮกเกอร์ทำงานแบบเดิมได้รวดเร็วขึ้นและมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็คาดว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้ในอนาคต


ข้อค้นพบข้างต้นคล้ายคลึงกับงานวิจัยจากผู้เล่นในอุตสาหกรรมเอไอรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่นโอเพ่นเอไอ (OpenAI) และไมโครซอฟท์ (Microsoft) ที่มีการเผยแพร่ไปก่อนหน้านี้


สารพัดการใช้งาน ตั้งแต่หาข้อมูล - ส่งสายลับ

รายงานนี้แบ่งลักษณะการแฮกเป็นสองประเภท ได้แก่ การจารกรรมข้อมูลและการจู่โจมทำลายเครือข่ายคอมพิวเตอร์โดยมีรัฐให้การสนับสนุน (Advanced persistent threat หรือ APT) อีกประเภทหนึ่งคือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) คือการพยายามแบบลับ ๆ หรือสอดประสานกัน เพื่อปลุกปั่นหรือโน้มน้าวจิตใจของผู้ท่องโลกออนไลน์


กูเกิลพบว่าแฮกเกอร์จากอิหร่านคือผู้ใช้งานเจมิไนมากที่สุด ทั้งใช้แปลภาษาเพื่อทำเนื้อหาโน้มน้าวความเห็นบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงค้นหาข้อมูลและจุดอ่อนของบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นเป้าหมาย 


ส่วนจีนนั้น มีการค้นพบผู้ใช้งานที่รัฐสนับสนุนมากกว่า 20 ตัวแสดง โดยใช้เจมิไนเพื่อค้นคว้าข้อมูล สำรวจรายละเอียดของเป้าหมาย และพยายามใช้ผลิตภัณฑ์นี้หาทางขยายผล เจาะลึกลงไปในโครงข่ายที่เคยแฮกได้แล้วในขั้นต้น


ส่วนลักษณะการใช้งานจากรัฐบาลเกาหลีเหนือนั้นคล้ายคลึงกับรัฐบาลเตหะรานและปักกิ่ง แต่ที่ต่างออกไปคือ รัฐบาลเปียงยางใช้เจมิไนเพื่อหาทางนำคนของตนเข้าไปทำงานในบริษัทตะวันตกเพื่อภารกิจลักขโมยทรัพย์สินทางปัญญา


รัสเซียถูกกล่าวถึงในรายงานชิ้นนี้ ในฐานะผู้ใช้งานเจมิไนเพื่อสร้างเนื้อหา ไปจนถึงศึกษาวิธีการสร้างและใช้งานโปรแกรมเอไอโต้ตอบ หรือแชทบอต


อดัม เซกัล ผู้อำนวยการด้านนโยบายดิจิทัลและพื้นที่ไซเบอร์จากสถาบันคลังความคิด Council on Foreign Relations กล่าวกับวีโอเอว่า เอไอในปัจจุบันเพียงแค่ช่วยให้แฮกเกอร์ทำงานง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่ “ตัวพลิกเกม” ในการจู่โจมเป้าหมาย 


แคเล็บ วิเธอร์ส นักวิจัยจากศูนย์ความมั่นคงใหม่อเมริกัน (Center for a New American Security) กล่าวว่า ท้ายที่สุด พัฒนาการของเทคโนโลยีเอไอจะเป็นปัจจัยช่วยเหลือทั้งสำหรับคนที่จ้องจะแฮก และคนที่ทำหน้าที่ป้องกันการคุกคามไซเบอร์


เขากล่าวว่า “ถ้าคนจู่โจมสามารถใช้อะไรสักอย่างเพื่อค้นหาจุดอ่อนในซอฟต์แวร์ได้ เครื่องมือนั้นก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ตั้งรับในการไปหา (จุดอ่อน) นั้นแล้วก็อุดช่องโหว่เอง”


ในวันพุธ เคนท์ วอล์คเกอร์ ประธานด้านกิจการโลกของกูเกิลและบริษัทในเครือ แอลฟาเบต เรียกร้องวงการปัญญาประดิษฐ์และรัฐบาลกลางสหรัฐฯ “ทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนความมั่นคงแห่งชาติและเศรษฐกิจของเรา” และหาทางคงความได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี


เขาเขียนในบล็อกของบริษัทว่า “อเมริกายังนำอยู่ในสนามแข่งเอไอ แต่ความได้เปรียบของเราอาจไม่ยืนยง”



	ที่มา: วีโอเอ

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/generative-ai-makes-chinese-iranian-hackers-more-efficient-report-says/7957520.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/generative-ai-makes-chinese-iranian-hackers-more-efficient-report-says/7957520.html</guid>            
            <pubDate>Fri, 31 Jan 2025 05:27:29 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (VOA)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/9e8f75c8-0403-4f07-b87b-045d3b10ea84_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>&apos;ติ๊กตอก&apos; เผยลงทุนในไทย 130,000 ล้านสร้างศูนย์ข้อมูล</title>
            <description>บริษัทเทคโนโลยี ไบต์แดนซ์ (ByteDance) เจ้าของสื่อสังคมออนไลน์ ติ๊กตอก (TikTok) จะลงทุนมูลค่า 126,800 ล้านบาทในประเทศไทย เพื่อสร้างศูนย์บริการเก็บข้อมูล จากการเปิดเผยของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย


การลงทุนของไบต์แดนซ์ในไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนโครงการใหม่มูลค่า 5,000 ล้านดอลลาร์ และเกิดขึ้นโดยสาขาในสิงคโปร์ โดยจะสนับสนุนกิจกรรมของบริษัทที่อยู่ในเครือข่ายเป็นหลัก คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2026 


ทางรอยเตอร์ติดต่อไปเพื่อขอคำยืนยันจากติ๊กตอก แต่ยังมิได้รับการตอบกลับ


คำประกาศของไบต์แดนซ์มีขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลายแห่งพากันลงทุนในไทย ซึ่งมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชีย


เมื่อปีที่แล้ว อัลฟาเบ็ท (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล เปิดเผยการลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ในไทย และก่อนหน้านั้นหนึ่งปี บริษัทแอมะซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services) ประกาศลงทุน 5,000 ล้านดอลลาร์ในไทยในช่วง 15 ปี 


ส่วนไมโครซอฟต์ (Microsoft) มีแผนเปิดศูนย์ข้อมูลประจำภูมิภาคแห่งแรกในไทยเช่นกัน



	ที่มา: รอยเตอร์


 

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/tiktok-to-invest-3-8-billion-in-thailand-data-hosting-project/7955941.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/tiktok-to-invest-3-8-billion-in-thailand-data-hosting-project/7955941.html</guid>            
            <pubDate>Thu, 30 Jan 2025 03:32:37 +0700</pubDate>
            <category>ไทย</category><category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/18e7cf3f-a463-4f84-ad2a-60a8f19b8988_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>&apos;ดีพซีค&apos; สตาร์ทอัพจีนเปิดตัวโปรเเกรม AI ต้นทุนต่ำ - หุ้นไฮเทคอื่นร่วงกราวทั่วโลก</title>
            <description>นักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยีหลายบริษัททั่วโลกในวันจันทร์ เนื่องจากกังวลว่าบริษัทปัญญาประดิษฐ์จีนสามารถให้บริการด้วยต้นทุนต่ำ และอาจสั่นคลอนผู้นำตลาดอย่างเอนวิเดีย (Nvidia) ได้


ดีพซีค (DeepSeek) ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพจีน เปิดให้บริการผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ฟรี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าบริษัทใหญ่ ๆ ในปัจจุบัน


นอกจากนั้น ในวันจันทร์ จำนวนโปรเเกรมของ ดีพซีคถูกดาวน์โหลดบนแอปสโตร์ของแอปเปิลแซงหน้าเเชตจีพีที (ChatGPT) ของสหรัฐฯ ไปแล้ว


ดัชนี Nasdaq ของหุ้นเทคโนโลยี ร่วงกว่า 3% ระหว่างการซื้อขายในวันจันทร์ โดยเอนวิเดียราคาลดลงกว่า 17% และมูลค่าการตลาดของหุ้นเอ็นวิเดียหายไปราว 6 เเสนล้านดอลลาร์


การดิ่งลงของมูลค่าการตลาดของเอ็นวิเดียถือว่ามากที่สุดสำหรับหุ้นบริษัทใด ๆ ต่อการเทรดในหนึ่งวันที่ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ


ราคาหุ้นบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ลงเเรงเช่นกัน


บริษัทบรอดคอม (Broadcom Inc) ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ร่วงลงกว่า 18% ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ที่อยู่เบื้องหลังเเชตจีพีทีลดลง 2.3% และอัลฟาเบต (Alphabet) บริษัทเเม่กูเกิล ตกลงไป 3.4%




และที่ญี่ปุ่น หุ้นของซอฟต์แบงก์ (SoftBank Group) ดิ่ง 8.3% ส่วนเอเอสเอ็มเอล (ASML) ที่ยุโรปลดลง 7%


ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา หุ้นที่เกี่ยวกับธุรกิข AI ราคากระโดดขึ้นอย่างชัดเจน จนอาจเข้าข่ายราคาแพงเกินปัจจัยพื้นฐาน และมีส่วนสำคัญในการดันตลาดหุ้นโดยรวมให้เติบโต


มาร์ค แอนเดรสเซน นักลงทุนคนดังในวงการเทคโนโลยีสหรัฐฯ กล่าวผ่านเเพลตฟอร์ม X ว่าโปรเเกรม DeepSeek-R1 ของบริษัทดีพซีค ที่เปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่เเล้ว “เป็นหนึ่งในการทลายกำแพงที่สุดยอดและน่าทึ่งที่สุดที่ผมเคยเห็น”


เขาเปรียบเทียบว่า DeepSeek-R1 คือ “สปุตนิก โมเมนต์” ของวงการปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลง ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเมื่อตอนสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมสปุตนิกขึ้นสู่ท้องฟ้าและเป็นจุดเริ่มต้นของการเเข่งขันกันทางอวกาศในปลายทศวรรษที่ 1950


อย่างไรก็ตาม แดเนียล มอร์แกน ผู้บริหารกองทุนแห่งบริษัทซิโนวัส ทรัสต์ ซึ่งถือหุ้นเอนวิเดีย 1 ล้านหุ้นกล่าวว่าการเทขายที่เกิดขึ้นในวันจันทร์เป็นปฏิกิริยาที่รุนเเรงเกินจริง




เขากล่าวว่า ธุรกิจของดีพซีคคือ การใช้ AI บนสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ แบบเเชตจีพีที แต่ “มูลค่าจริง ๆ ของ AI คือการทำชิป ให้กับศูนย์ข้อมูลดาต้าเซนเตอร์ โดยบริษัทอย่างเช่นเอนวิเดีย เเอดวานซ์ไมโครดีไวซ์ส (Advanced Micro Devices) และบรอดคอม”


“โดยรวม ผมมองว่าการเทขายในวันจันทร์เป็นโอกาสของการซื้อเพิ่มหุ้นเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ เมื่อราคาอ่อนตัวลง” มอร์แกนกล่าว



	ที่มา: รอยเตอร์

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/deepseek-ai-low-cost-nvidia/7952276.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/deepseek-ai-low-cost-nvidia/7952276.html</guid>            
            <pubDate>Tue, 28 Jan 2025 04:38:12 +0700</pubDate>
            <category>โลก</category><category>ธุรกิจ</category><category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (Reuters)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/9753a4b4-beb0-446b-a8b6-f888695e8e85_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        <item>
            <title>‘ซีไอเอ’ เผยต้นตอโควิด-19 มีแนวโน้มมาจากห้องแล็บ</title>
            <description>สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) เชื่อว่าไวรัสที่เป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 มีต้นกำเนิดจากห้องแล็บของจีน อ้างอิงจากการเปิดเผยการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลหลักฐานที่มุ่งเป้าไปที่จีน แม้จะยอมรับว่าหน่วยข่าวกรองแห่งนี้มี “ความเชื่อมั่นในระดับต่ำ” ต่อข้อสรุปดังกล่าว


รายงานที่เผยเมื่อวันเสาร์ไม่ได้มาจากข้อมูลด้านข่าวกรองใหม่ เพราะเป็นเอกสารการประเมินและวิเคราะห์หลักฐานในคณะทำงานไบเดน และอดีตผู้อำนวยการ CIA วิลเลียม เบิร์นส แต่รายงานนี้ได้นำมาเผยแพร่ตามคำสั่งของจอห์น แรทคลิฟฟ์ ผอ. CIA คนใหม่ ที่ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์เสนอชื่อมา และเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันพฤหัสบดี


ข้อมูลในรายงานนี้ชี้ว่า CIA เชื่อว่าโควิด-19 มีแนวโน้มมาจากห้องแล็บมากกว่าตามธรรมชาติ แต่การประเมินของ CIA กลับให้ความเชื่อมั่นในระดับต่ำแก่ข้อสรุปนี้ โดยบ่งชี้ว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถสรุปผลได้ หรือมีความขัดแย้งกัน


ในรายงานดังกล่าวระบุว่า “ยังคงเป็นไปได้” ในการสืบค้นต้นตอของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ขณะที่ผอ.CIA คนใหม่ กล่าวกับรายการ Sunday Morning Futures ทางช่อง Fox News ว่า CIA ได้เดินหน้าประเมินสาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดของภาวะการระบาดใหญ่ที่สร้างความสูญเสียไปทั่วโลกว่าเป็นเพราะเหตุการณ์จากห้องแล็บอู่ฮั่น และย้ำว่าจะเดินหน้าสืบสวนต่อไป


หลิว เพ็งหยู โฆษกของสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ระบุว่ารายงานของ CIA ไม่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง โดย “คัดค้านการตีตราแหล่งที่มาของไวรัส และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักการวิทยาศาสตร์ และอยู่ห่างจากทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ ”


มีรายงานมาก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิด-19 ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งว่าไวรัสมาจากห้องแล็บจีน เกิดจากความผิดพลาด หรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และการประเมินข้อมูลล่าสุดนี้ไม่ได้เป็นการสรุปจบข้อโต้เถียงเหล่านี้แต่อย่างใด อันที่จริงแล้ว เจ้าหน้าที่ข่าวกรองระบุว่า การค้นหาต้นกำเนิดของไวรัสอาจไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เนื่องจากขาดความร่วมมือจากทางการจีน



	ที่มา: เอพี

</description>
            <link>https://www.voathai.com/a/the-cia-believes-covid-most-likely-originated-from-a-lab-but-has-low-confidence-in-its-own-finding/7950959.html</link> 
            <guid>https://www.voathai.com/a/the-cia-believes-covid-most-likely-originated-from-a-lab-but-has-low-confidence-in-its-own-finding/7950959.html</guid>            
            <pubDate>Mon, 27 Jan 2025 04:36:57 +0700</pubDate>
            <category>วิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี</category><author>thai@voanews.com (AP)</author><enclosure url="https://gdb.voanews.com/7ef7e9d3-6da0-4b74-9e38-855daa788d79_w800_h450.jpg" length="0" type="image/jpeg"/>
        </item>		
        </channel></rss>