ข่าว / เอเชีย

เมื่ออินโดนีเซียและมาเลเซียกำลังเปิดสงครามแย่งชิงอัตลักษณ์วัฒนธรรม

อินโดนีเซียและมาเลเซียกำลังเกิดข้อขัดแย้งในประเด็นการอ้างความเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมระหว่างสองชาติ ซึ่งอาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนขึ้นได้

x

Multimedia

ออดิโอ
  • เมื่ออินโดนีเซียและมาเลเซียกำลังเปิดสงครามแย่งชิงอัตลักษณ์วัฒนธรรม

Kate Lamb
กลอง กอร์ดัง ซาบิลัน (Gordang Sembilan) กลอง 9 ชิ้นในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ตามประเพณีท้องถิ่นของชาวชนเผ่า Batak ชนเผ่าท้อวถิ่นในเขตแมนไดลิง (Mandailing) บนเกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นประเด็นข้อขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียกับมาเลเซียไปแล้ว หลังจากที่ทางการมาเลเซียประกาศให้ประเพณีการตีกลอง กอร์ดัง ซาบิลัน และพิธีกรรมการเต้นแบบพื้นเมืองที่เรียกว่า ตอร์ ตอร์ (tor tor) ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากที่เดียวกันในประเทศอินโดนีเซีย ขึ้นในบัญชีมรดกชาติของประเทศมาเลเซีย
 
รัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาและวัฒนธรรมของอินโดนีเซียแสดงความไม่พอใจเรียกร้องให้ทางการมาเลเซียอธิบายในเรื่องนี้ เช่นเดียวกับการรวมตัวกันประท้วงของชาวอินโดนีเซียระดมขว้างก้อนหินและไข่เข้าใส่สถานทูตมาเลเซียอย่างโกรธแค้น และ
หนึ่งในสมาชิกรัฐสภาของอินโดนีเซียซึ่งเป็นชาวเกาะสุมาตราตอนเหนือถึงกับกล่าวว่า มาเลเซียควรจะได้รับการสั่งสอนในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด
 
อย่างไรก็ตามคุณ Sitok Srengene นักเขียนและนักอนุรักษ์ศิลปะชาวอินโดนีเซีย กลับเห็นต่างออกไป โดยกล่าวว่า ทั้งการ ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ตอร์ตอร์ และกลอง กอร์ดัง ซาบีลันอันเก่าแก่เป็นประเพณีที่มีมาก่อนที่อินโดนีเซียและมาเลเซียจะก่อตั้งเป็นประเทศในโลกสมัยใหม่และแน่นอนว่ามาเลเซียมีสิทธ์ที่จะใช้วัฒนธรรมเหล่านี้เพื่ออธิบายอัตลักาษณ์ของตัวเองพอๆกับกลุ่มชาวแมนไดลิงบนเกาะสุมาตราที่มีสิทธิ์เช่นกัน
 
Sitok Srengene กล่าวด้วยว่า ต้องทำความเข้าใจว่าไม่มีวัฒนธรรมใดที่อยู่ได้โดยอิสระหรือเกิดมาโดยไม่มีที่มา  เพราะทุกวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมอื่นๆอยู่เสมอนั่นเอง
 
เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางการมาเลเซียกล่าวว่า การประกาศดังกล่าวเป็นเพียงการบันทึกไว้ในรายการมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเท่านั้น ไม่ได้อ้างถึงสิทธิเหนือประเพณีดังกล่าว ขณะเดียวกันในมาเลเซียก็มีชาวแมนไดลิงจากเกาะสุมาตราอาศัยอยู่มากว่าศตวรรษแล้วเช่นกัน 
 
แต่ข้อแก้ตัวนี้ไม่ได้ทำให้ความโกรธเคืองของชาวอินโดนีเซียลดลง เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวอินโดนีเซียกล่าวหาว่ามาเลเซียอ้างในมรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขา โดยเฉพาะโฆษณาทางโทรทัศน์ชุด Enigmatic Malaysia ที่ประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในมาเลเซียเมื่อปีพุทธศักราช 2553 คือหนึ่งในรอยจำที่สร้างความโกรธแค้นให้ชาวอินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ เมื่อส่วนหนึ่งของโฆษณาการมีภาพการละเล่นของชาวอินโดนีเซียปรากฏอยู่ แต่ในครั้งนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวของมาเลเซียต้องออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ และอ้างว่าเป็นความผิดพลาดของบริษัทผู้ผลิตโฆษณาโทรทัศน์ชิ้นดังกล่าว
 
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่า พิธีกรรม หรือการละเล่นทางวัฒธรรมอื่นๆเช่น Wayang Kulit การแสดงหุ่นเงา หรือที่รู้จักในนามหนังตะลุงที่มีทางภาคใต้ของไทยเช่นกัน รวมไปถึง การเขียนผ้าบาติค และอาหารประเภทสเต๊ะ ชนิดต่างๆ อาจจะก่อให้เกิดส่งครามวัฒนธรรมได้ในอนาคต
 
Dr. Ross Tapsell  ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อในอินโดนีเซีย จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยกล่าวว่า ประเด็นทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในอินโดนีเซีย และสื่อของอินโดนีเซียก็มักจะนำเสนอเรื่องราวในลักษณะนี้มายาวนาน และมักจะกล่าวหามาเลเซีย หรือสิงคโปร์ที่ผู้พรากวัฒนธรรมเหล่านี้ไปจากชาวอินโดนีเซีย
 
มีความกังวลเช่นกันว่าความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซีย และมาเลเซียอาจะไม่ยุติเพียงแง่ทางวัฒนธรรมเท่านั้น และเริ่มเกิดข้อพิพาทในระดับย่อย เช่นเกิดการข่มเหงรังแกทางเพศ หรือการทำร้ายร่างกายแรงงานอพยพชาวอินโดนีเซีย โดยนายจ้างชาวมาเลเซียบ่อยครั้งมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน  ทั้งๆที่ผู้คนจากสองประเทศจะมีความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมและภาษาที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก
 
Sitok Srengene นักเขียนและศิลปินชาวอินโดนีเซีย กล่าวว่า รัฐบาลทั้งสองประเทศควรจะยื่นมือเข้ามาใกล่เกลี่ยเรื่องนี้
นักเขียนและศิลปินชาวอินโดนีเซีย กล่าวถึงทางออกในเรื่องนี้ว่า รัฐบาลอินโดนีเซียและมาเลเซียควรใส่ใจในเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  และควรใช้ทูตวัฒนธรรมและทูตทางการเมืองนั่งลงพูดคุยเพื่อลดอุณภูมิแห่งความขัดแย้งและขจัดปัญหาที่คาใจระหว่างกัน โดยช่วยกันแก้ปัญหาอย่างระมัดระวังซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดก่อนที่ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและประเพณีอันงดงามที่สืบทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษจะเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงครามทางวัฒนธรรมที่ต้องมีคนสังเวยชีวิตอย่างไม่มีเหตุผล
 
พินิจการณ์ ตุลาชม วีโอเอ ภาคภาษาไทย กรุงวอชิงตัน

ห้องแสดงรูปภาพ

Your JavaScript is turned off or you have an old version of Adobe's Flash Player. Get the latest Flash player.
  • Oscar Pistorius is led to a awaiting police vehicle to be taken to prison, in Pretoria, South Africa, Oct. 21, 2014.
  • A heavily guarded vehicle carries Oscar Pistorius to prison, Pretoria, South Africa, Oct. 21, 2014.
  • Oscar Pistorius, center, touches hands with family members as he is led down to the cells of the court in Pretoria, South Africa, Oct. 21, 2014.
  • Oscar Pistorius sits in court, after judge Thokozile Masipa sentenced him to five years in prison, in Pretoria, South Africa, Oct. 21, 2014.

  • High court judge Thokozile Masipa passes sentence on Oscar Pistorius, in Pretoria, South Africa, Oct. 21, 2014.

  • Oscar Pistorius arrives outside the court in Pretoria, South Africa, Oct. 21, 2014.
  • Oscar Pistorius, arrives outside the court in Pretoria, South Africa, Tuesday, Oct. 21, 2014.
  • Oscar Pistorius, right, is led out of court in Pretoria, South Africa, Tuesday, Oct. 21, 2014.
  • South African Olympic and Paralympic track star Oscar Pistorius attends his sentencing at the North Gauteng High Court in Pretoria, October 21, 2014.
ห้องภาพ

ห้องภาพ Joko Widodo สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีอินโดฯคนใหม่

อดีตเจ้าของบริษัทเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของอินโดนีเซียและอดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ต้า Joko Widodo สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 7 ของอินโดฯอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ ท่ามกลางปัญหาท้าทายหลายประการทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

VOA Thai App

แอพพลิเคชั่นจากวีโอเอไทย เพียงแค่คลิกที่รูปหรือถ่ายรูปรหัส QR เราจะพาคุณไปยัง Apple Store หรือ Google Play ได้ทันที!