ลิ้งค์เชื่อมต่อ

กาแฟจาก “เวียดนาม”มาแรง แซง “บราซิล” ทำสถิติส่งออกมากที่สุดในโลก รัฐบาลเตรียมเร่งพัฒนาให้เต็มศักยภาพในอนาคตอันใกล้

  • Danielle Burnstein

ผลิตภัณฑ์กาแฟจากที่ราบสูงตอนกลางในเวียดนามที่แม้หลายคนจะยังไม่รู้จักแต่กลับทำสถิติส่งออกกาแฟมากที่สุดในโลก และมากกว่า บราซิล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยอดการส่งออกกาแฟจากประเทศเวียดนามทำสถิติสูงที่สุดในโลกในปีนี้ หลังจาก “บราซิล” ประเทศต้นตำรับที่ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนกาแฟประสบปัญหาสภาวะอากาศที่เลวร้ายทำให้ประเทศเพื่อนบ้านของเราส่งกาแฟพันธ์โรบาสตา – กาแฟที่แม้ได้ชื่อว่าคุณภาพต่ำ แต่ปริมาณคาเฟอีนสูงที่นำไปผลิตกาแฟรสเข้มข้นอย่างเอสเพรสโซ และกาแฟชงสำเร็จต่างๆ ออกขายทั่วโลกได้เป็นกอบเป็นกำ

บริษัท ตรัง เหงียน (Trung Nguyen) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม คือกำลังสำคัญของผู้ผลิตกาแฟที่กำลังมุ่งทำให้โลกรู้จักเวียดนามในฐานะผู้ผลิตเมล็ดกาแฟที่ราคาถูก

Dang Le Nguyen ประธานบริษัท Trung Nguyen ที่ดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 10 แก้ว คุยให้ฟังว่า กาแฟโรบาสตาจากเวียดนามมีดีไม่แพ้ใครในโลกแถมยังมีราคาถูกที่คอกาแฟน่าจะหามาลิ้มลอง และย้ำว่า กาแฟจากเวียดนามนั้นมีความเพียบพร้อมทั้งด้านปริมาณและคุณภาพติดอันดับหนึ่งของโลก แต่ยังขาดการพัฒนาการบรรจุหีบห่อ การนำเสนอผลิตภัณฑ์และการสร้างเรื่องราวของกาแฟให้เป็นที่รู้จัก

การปลูกกาแฟของชาวเวียดนามนั้นเป็นที่รู้จักและได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่ในยุคฝรั่งเศสปกครองเป็นเจ้าอาณานิคม แต่หลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้รับการส่งเสริมมากนัก

John Owen ครูสอนภาษาอังกฤษชาวอเมริกันที่ชื่นชอบกับรสชาดที่เข้มข้นจากร้านกาแฟท้องถิ่นสไตล์เวียดนาม บอกว่า ไม่เคยรู้จักกาแฟเวียดนามมาก่อนจนกระทั่งได้มาลิ้มลองในถิ่นต้นตำรับ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะกาแฟเวียดนามยังไม่เคยทำการตลาดหรือสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักมากนักจึงยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

ความอุดมสมบูรณ์ของสภาพภูมิศาสตร์และสภาพอากาศบนที่ราบสูง Buon Ma Thout ทางตอนกลางของเวียดนามทำให้ที่นี่กลายเป็แหล่งปลูกกาแฟที่สร้างผลผลิตได้อย่างน่าอัศจรรย์

Ma Chuong เกษตรกรที่ปลูกกาแฟมากกว่า 30 ปี บอกว่า การได้รับการสนับสนุนระบบชลประทานบนที่สูงที่ประหยัดน้ำและแรงงานจาก บริษัทตรัง เหงียน ทำให้ผลผลิตกาแฟในไร่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

จากที่เคยเก็บเกี่ยวผลิตผลเมล็ดกาแฟได้ประมาณ 800 ก.ก.ต่อพื้นที่ 1 เฮกเตอร์ หรือประมาณ 6 ไร่เศษ กลับสามารถเพิ่มเป็น 1,400 ก.ก. เมื่อนำระบบชลประทานมาใช้ในปีต่อมา และเพิ่มมากขึ้นไปในปีถัดไปที่สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟได้มากกว่า 2,040 ก.ก.ต่อ 1 เฮกเตอร์แล้ว

ด้าน Le Ngoc Bau ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์วนเกษตรบนพื้นที่สูงของเวียดนาม บอกว่า แม้จะเพิ่มผลิตผลกาแฟได้หลายเท่าตัวแต่ยังไม่ถึงศักยภาพสูงสุดของการผลิตกาแฟของเวีดยาม เพราะยังสามารถพัฒนาได้อีกมากด้วยการขยายพื้นที่ปลูกกาแฟให้มากขึ้นหลังที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามไม่อนุญาตให้เพิ่มพื้นที่ปลูกกาแฟ แต่เมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.2555 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของเวียดนามได้อนุมัติแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตกาแฟทั้งในระยะสั้น และระยะยาวซึ่งคาดการณ์ว่าในอีก 8 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2563) เวียดนามจะมีพื้นที่ปลูกกาแฟเพิ่มมากขึ้นอีก 5 แสนเฮกเตอร์ หรือกว่า 3 ล้านไร่ นอกจากนี้ยังเตรียมพัฒนาคุณภาพของกาแฟเพื่อการส่งออกให้มากขึ้น
XS
SM
MD
LG