ลิ้งค์เชื่อมต่อ

รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ย้ำ! ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ ทำตัวเป็น 'พี่ใหญ่' คอยสอนเรื่องสิทธิมนุษยชน

  • Ken Bredemeire

A protester holds a burning mock U.S. flag in condemnation of the strenghtened U.S. intervention under the Enhanced Defense Cooperation Agreement (EDCA) during a protest in front of the U.S. embassy in metro Manila, Philippines June 12, 2016. REUTERS/Romeo Ranoco

A protester holds a burning mock U.S. flag in condemnation of the strenghtened U.S. intervention under the Enhanced Defense Cooperation Agreement (EDCA) during a protest in front of the U.S. embassy in metro Manila, Philippines June 12, 2016. REUTERS/Romeo Ranoco

รัฐมนตรี Perfecto Yasay กล่าวว่าจะไม่ยอมให้ฟิลิปปินส์ถูกปฏิบัติราวกับเป็น “น้องของสหรัฐฯ” ในเอเชีย แต่ยังมั่นคงในความเป็นมิตร

รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์บอกกับสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลกรุงมะนิลายึดมั่นในพันธะที่จะเป็นมิตรกับอเมริกาในระยะยาว แต่จะไม่ยอมให้ใครมาสอนเรื่องสิทธิมนุษยชน​

แต่โฆษกทำเนียบขาว Josh Earnest ตอบกลับวันเดียวกันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

นอกจากนั้นรัฐมนตรี Perfecto Yasay ของฟิลิปปินส์กล่าวว่า จะไม่ยอมให้ฟิลิปปินส์ถูกปฏิบัติราวกับเป็น “น้องของสหรัฐฯ” ในเอเชีย

รัฐมนตรี Yasay มีถ้อยแถลงดังกล่าวที่สถาบันวิจัยด้านนโยบาย Center for Strategic and International Studis ในกรุงวอชิงตัน เขาเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศให้เกียรติซึ่งกันและกัน

Philippines Secretary of Foreign Affairs Perfecto Yasay, left, who was standing in for Philippine's President Rodrigo Duterte attends the ASEAN-U.S. summit, a parallel summit in the ongoing 28th and 29th ASEAN Summits and other related summits at National

Philippines Secretary of Foreign Affairs Perfecto Yasay, left, who was standing in for Philippine's President Rodrigo Duterte attends the ASEAN-U.S. summit, a parallel summit in the ongoing 28th and 29th ASEAN Summits and other related summits at National

คำกล่าวนี้มีขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ความสัมพันธ์ของฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ สั่นคลอน เมื่อประธานาธิบดี Rodrigo Duterte ของฟิลิปปินส์ เตือนประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่าอย่ามาตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมในฟิลิปปินส์

ในคำกล่าวครั้งนั้น ประธานาธิบดี Duterte ใช้คำหยาบที่แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “son of a bitch” หรือ “son of a whore” หลังจากนั้นรัฐบาลอเมริกันยกเลิกการนัดหมายกับผู้นำฟิลิปปินส์ที่การประชุมสุดยอด ASEAN ที่ประเทศลาว แต่ต่อมาผู้นำทั้งสองประเทศทักกันอย่างไม่เป็นทางการนอกรอบของการประชุม

รัฐมนตรี Yasay กล่าวว่า ตนขอให้เพื่อนชาวอเมริกันและผู้นำอเมริกัน มองถึงความมุ่งมั่นของฟิลิปปินส์ และเสริมว่าไม่เห็นด้วยถ้าประเทศใดบอกว่าจะมาช่วยฟิลิปปินส์ และทำตัวเสมือน "พี่ใหญ่" คอยสอนเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องสิทธิมนุษยชน

เจ้ากระทรวงต่างประเทศฟิลิปปินส์บอกด้วยว่า ผู้นำของตนต้องการรักษาสถานะพันธมิตรกับอเมริกา รวมถึงกับประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ครั้งหนึ่งฟิลิปปินส์เคยเป็นอาณานิคมของสหรัฐฯ และปัจจุบันความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองเปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถเข้าถึงฐานทัพในฟิลิปปินส์ห้าแห่ง

รัฐมนตรี Yasay บอกว่าฟิลิปปินส์ต้องการรักษาความสัมพันธ์ด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ แต่ไม่ต้องการเข้าร่วมการซ้อมลาดตระเวนกับอเมริกาในน่านน้ำของทะเลจีนใต้ ที่มีกรณีความขัดแย้งกับจีน อย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้

Philippine President Rodrigo Duterte, right, greets U.S. Ambassador to the Philippines Philip S. Goldberg, left, as Secretary of State John Kerry looks on during his visit at the Malacanang presidential palace in Manila, Philippines on Wednesday, July 27,

Philippine President Rodrigo Duterte, right, greets U.S. Ambassador to the Philippines Philip S. Goldberg, left, as Secretary of State John Kerry looks on during his visit at the Malacanang presidential palace in Manila, Philippines on Wednesday, July 27,

ที่อเมริกาและฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักในช่วงที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจากมีเสียงวิจารณ์ถึงการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดของฟิลิปปินส์ ที่รุนแรงภายใต้นโยบายของประธานาธิบดี Rodrigo Duterte

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 21 สิงหาคม ตำรวจฟิลิปปินส์นำตัวผู้ต้องสงสัย 10,153 คน มาอยู่ในความควบคุมเพื่อสอบปากคำ และมีผู้เข้ามอบตัวมากกว่าหกแสนคน ขณะเดียวกันบ้านเรือน 40,000 แห่งทั่วประเทศถูกตำรวจค้น

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของฟิลิปปินส์ Ronald Dela Rosa เคยกล่าวว่า ปฏิบัติการปราบปรามของตำรวจทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 718 คน และยังมีผู้ถูกสังหารโดยขบวนการผิดกฎหมายที่โยงใยกับยาเสพติดกว่าหนึ่งพันคน

หน่วยงาน UNODC ด้านยาเสพติดของสหประชาชาติ กล่าวว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมาตรการของเจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์สร้างความกังวลอย่างมาก และเจ้าหน้าที่สหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนเคยเรียกร้องให้รัฐบาลฟิลิปปินส์และตำรวจยุติการทำวิสามัญฆาตกรรม

Human Rights Watch ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่ารู้สึกตระหนกเมื่อเห็นการใช้อำนาจในทางที่ผิดของตำรวจฟิลิปปินส์ เพราะตำรวจไม่ได้ทำตามแนวทางการปฏิบัติขั้นพื้นฐาน เช่น ออกหมายจับ หรือหมายค้นตามที่ควรจะเป็น แต่ฝ่ายตำรวจฟิลิปปินส์โต้กลับข้อกล่าวหานี้ว่า เจ้าหน้าที่ที่ทำเกินกว่าเหตุจะถูกตรวจสอบ

(รายงานโดย Ken Bredemeier ห้องข่าววีโอเอ / เรียบเรียงโดย รัตพล อ่อนสนิท)

XS
SM
MD
LG