ลิ้งค์เชื่อมต่อ

แจลใหม่ที่ทดลองแล้ว ได้ผลลดความเสี่ยงให้กับผู้หญิงจากการติดเชื้อไวรัส HIV ที่ทำให้เป็นโรคเอดส

  • มาร์กาเร็ต บะเชียร์
  • นิตยา มาพึ่งพงศ์

นักวิจัยในแอฟริกาใต้ประสบความสำเร็จ ในการทดลองแจลใหม่ที่ผู้หญิงจะใช้ก่อนและหลังการร่วมเพศ พบว่าช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส HIV ที่ทำให้เป็นโรคเอดสลงได้เป็นอย่างมาก

นักวิจัยในแอฟริกาใต้ประสบความสำเร็จในการทดลองแจลใหม่ที่ลดความเสี่ยงให้กับผู้หญิงได้เป็นอย่างมากจากการติดเชื้อไวรัส HIV ที่ทำให้เป็นโรคเอดส

บรรดาผู้เชี่ยวชาญในที่ประชุมเรื่องโรคเอดสระหว่างประเทศที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียกล่าวว่า แจลที่ว่านี้ อาจเป็นเครื่องมือป้องกันอย่างสำคัญให้กับผู้หญิงในการรณรงค์ต่อต้านเอดส

การวิจัยค้นคว้าหาตัวยาที่ผู้หญิงจะใช้ป้องกันตนเองเพื่อมิให้ติดเชื้อไวร้ส HIV ที่ทำให้เป็นโรคเอดสนั้น มีมานานพอๆกับเวลาสามสิบปีที่โรคนี้ระบาดไปทั่วโลก

และในที่ประชุมเรื่องโรคเอดสระหว่างประเทศครั้งล่าสุดนี้ ดร. ซาลิม และดร. ฆาริชชา อับดูล คาริม ของศูนย์วิจัยของโครงการโรคเอดส ในแอฟริกาใต้นำเสนอผลงานในที่ประชุมที่แสดงให้เห็นว่า การทดลองเพื่อดูความปลอดภัยและได้ผลของแจลสำหรับทาในช่องคลอดก่อนและหลังการร่วมเพศ พบว่าช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส HIV ลงได้เป็นอย่างมาก มีผู้หญิงเข้าร่วมการทดลองครั้งนี้ 889 คน

ดร. ฆาริชชา อับดูล คาริม กล่าวกับผู้สื่อข่าวของวีโอเอว่า สิ่งที่ได้พบในการศึกษาคือ ผู้หญิงที่ใช้แจลที่มีตัวยา Tenofovir ผสม 1% ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสลง 39% โดยเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้แจล และสำหรับผู้หญิงที่ใช้แจลมากกว่า 80% เวลามีเพศสัมพันธ์ ลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส HIV ลงได้มากถึง 54%

วิธีการใช้แจลนั้นจะต้องใช้ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 12 ชั่วโมง และใช้อีกครั้งหนึ่งหลังการมีเพศสัมพันธ์ไม่เกิน 12 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน และใช้ได้ไม่เกินสองครั้งในเวลา 24 ชั่วโมง

นาย Michel Sidibe ผู้อำนวยการบริหารโครงการโรคเอดสขององค์สหประชาชาติกล่าวว่า ความง่ายในการใช้ของแจลนี้ เป็นส่วนสำคัญที่สุด และว่า โครงการโรคเอดสเรียกร้องให้มุ่งความสนใจไปในการป้องกัน เพราะเชื่อว่าวิธีรณรงค์ต่อต้านโรคเอดสที่ได้ผล คือการป้องกัน

ดร. อับดูล คาริม เน้นย้ำว่า ยังมีงานต้องทำกันอีกมากกว่าแจลนี้จะถึงมือผู้หญิงทั่วไปได้ และยังจะต้องมีการทดลองกันต่อไปอีก

นักวิจัยยังค้นพบด้วยว่า ตัวยา Tenofovir ในแจลใหม่นี้ นอกจากจะเป็นยาต้านเอดสที่ป้องกันมิให้เชื้อไวรัส HIV เติบโตในแซลล์ของมนุษย์แล้ว ยังป้องกันการติดเชื้อ Herpes simplex-2 ได้ถึง 54% ผู้หญิงที่มีเชื้อ Herpes มีโอกาสมากกว่าสองเท่าที่จะติดเชื้อไวรัส HIV

งานวิจัยแจลใหม่นี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินส่วนหนึ่งจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ หรือ USAID

เวลานี้ มีคนทั่วโลกราวๆ 33 ล้านคนที่ติดเชื้อไวรัส HIV ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิง ในแอฟริกานั้น มากกว่า 60% ของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสรายใหม่ๆเป็นผู้หญิงและเด็กหญิง

[ 1]Uj;jkouh

XS
SM
MD
LG