ลิ้งค์เชื่อมต่อ

WHO ระบุว่าปริมาณการสูบบุหรี่ทั่วโลกเริ่มลดลงซึ่งเป็นผลจากข้อตกลงควบคุมการสูบบุหรี่ในหมู่ประเทศสมาชิก

  • Lisa Schlein
  • ทรงพจน์ สุภาผล

WHO ระบุว่าปริมาณการสูบบุหรี่ทั่วโลกเริ่มลดลงซึ่งเป็นผลจากข้อตกลงควบคุมการสูบบุหรี่ในหมู่ประเทศสมาชิก

WHO ระบุว่าปริมาณการสูบบุหรี่ทั่วโลกเริ่มลดลงซึ่งเป็นผลจากข้อตกลงควบคุมการสูบบุหรี่ในหมู่ประเทศสมาชิก

องค์การอนามัยโลกมีรายงานเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลกวันที่ 31 พฤษภาคมว่าปัจจุบันการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ทั่วโลกมีความคืบหน้าไปพอสมควร อย่างไรก็ตามยังมีงานที่ต้องทำอีกมากเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ระบุว่า ปัจจุบันจำนวนผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกเริ่มคงที่และอาจเริ่มลดลงบ้างแล้วในบางประเทศ ซึ่งเชื่อว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการประชุมโครงร่างการทำงานเพื่อควบคุมการสูบบุหรี่ โดยการประชุมที่ว่านี้ได้ก่อให้เกิดข้อตกลงด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก และเริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้มี 173 ประเทศที่รับรองและเข้าร่วมในข้อตกลงดังกล่าว

คุณ Haik Nikogosian ประธานเลขาธิการการประชุมโครงร่างการทำงานเพื่อควบคุมการสูบบุหรี่ ระบุว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิกในความพยายามควบคุมการสูบบุหรี่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะที่อาจต้องใช้เวลายาวนานหลายปี และดูเหมือนจำนวนผู้สูบบุหรี่ได้ลดลงบ้างแล้วนับตั้งแต่เริ่มใช้ข้อตกลงดังกล่าวเมื่อ 6 ปีก่อน ตัวอย่างเช่นปริมาณการสูบบุหรี่ในออสเตรเลีย นอร์เวย์และเม็กซิโกลดลงราว 5% ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ปริมาณการสูบบุหรี่ในอูรุกวัยลดลงถึง 15% ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี

อย่างไรก็ตาม Dr. Armando Peruga ผู้จัดการโครงการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ของ WHO ระบุว่าบุหรี่ยังคงส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้างอยู่ต่อไป Dr. Peruga คาดการณ์ว่าภายในปีนี้จะมีประชากรโลกเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวกับบุหรี่เกือบ 6 ล้านคน ในจำนวนนี้มากกว่า 6 แสนคนเป็นผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่โดยตรงแต่ได้รับอันตรายจากควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบหรือปล่อยออกมา ผู้เชี่ยวชาญของ WHO ผู้นี้ยังเตือนด้วยว่าภายในช่วง 19 ปีข้างหน้าคือปี ค.ศ 2030 ราว 80% ของผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวกับการสูบบุหรี่จะอยู่ในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง

Dr. Peruga ชี้ว่าบุหรี่คือสาเหตุสำคัญของการระบาดของโรคที่ไม่ใช่โรคติดต่อ เช่นโรคหัวใจล้มเหลว โรคเส้นโลหิตเลี้ยงสมองอุดตัน โรคมะเร็งและโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อทุกประเภทรวมกัน และราว 1 ใน 8 หรือ 13% ของสาเหตุการเสียชีวิตทั้งหมดของประชากรทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทผู้ผลิตยาสูบนั้นมุ่งเป้าไปที่เยาวชนและสตรีในประเทศยากจนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ซึ่งมาตรการที่อาจนำมาใช้ได้ผลเพื่อต่อสู้กับการตลาดแบบรุกเหล่านั้น คือการห้ามโฆษณาบุหรี่และห้ามขายบุหรี่ให้แก่เยาวชน รวมทั้งมาตรการสำคัญอื่นๆ เช่น การห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การขยายขนาดคำเตือนบนซองบุหรี่ และการขึ้นภาษียาสูบ

เกี่ยวข้อง

XS
SM
MD
LG