ลิ้งค์เชื่อมต่อ

นักวิจัยแนะวิธีบรรเทาปัญหาความรักจืด หลังแรงดึงดูดอันตราย (Fatal Attraction) จางลงเมื่อเวลาผ่านไป


ในช่วงต้นของความสัมพันธ์ของคนสองคน ไม่ว่าอีกคนจะทำอะไรก็ดูดี แม้กระทั่งข้อเสียต่างๆ ของคู่รักก็ดูเหมือนจะถูกมองข้ามไปอย่างง่ายดาย แต่เมื่อเวลาผ่านไป นิสัยที่เคยหลงใหลได้ปลื้มกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้อีกคนหัวเสียอยู่เป็นประจำ เช่นจากเคยชอบที่คู่รักของเราเป็นคนตลก เมื่อนานเข้าก็กลายเป็นว่ามุขตลกนั้นช่างไม่ถูกกาลเทศะเอาเสียเลย

ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ใน Wall Street Journal ดร.Paul Schrodt แห่งภาควิชาการสื่อสาร Texas Christian University บอกว่าความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เรียกว่า “Fatal Attraction” หรือแรงดึงดูดอันตราย ซึ่งมักเกิดขึ้นกับกับคู่รักที่นิสัยแตกต่างกัน เช่นคนที่นิสัยเงียบขรึมขอบเก็บตัว อาจชอบในบุคลิกลักษณะที่เป็นคนเปิดเผย ชอบการเข้าสังคมหรือชอบสังสรรค์ของอีกคนหนึ่ง แต่เมื่อคบกันนานเข้าก็อาจเบื่อนิสัยการชอบสังคมของเขาไป ซึ่งดร.Paul Schrodt เรียกแรงดึงดูดแบบนี้ว่าแรงดึงดูดตรงกันข้าม ซึ่งมักเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาเปลี่ยนไป

ดร.Schrodt ชี้ว่าลักษณะนิสัยทุกอย่างนั้นมีทั้งด้านดีและด้านเสีย เช่นคนที่ทำงานเก่งอาจเป็นคนบ้างานหรือ workaholic คนที่มีความมั่นใจอาจเป็นคนหยิ่งยะโส คนที่อ่อนหวานเอาใจใส่อาจเป็นคนอ่อนไหวในอารมณ์ ซึ่งปกติแล้วคนเรามักจะหลงใหลในด้านดีของลักษณะนิสัยต่างๆ นั้น และมักมองข้ามด้านเสียไปในช่วงแรก

นักวิจัยอีกคนหนึ่ง คือดร.Diane Felmlee แห่งภาควิชาสังคมวิทยา Penn State University ผู้เริ่มใช้คำว่า “Fatal Attraction” จัดบุคลิกที่ถือเป็นแรงดึงดูดอันตรายนี้แยกเป็น 3 ประเภท หนึ่งคือบุคลิกตลกโปกฮาที่ต่อมากลายเป็นความโง่เขลา สองคือบุคลิกที่เข้มแข็งแต่ต่อมามองว่าเป็นการควบคุมจัดการ และสามบุคลิกที่เป็นธรรมชาติซึ่งกลายเป็นความไม่แน่นอนยากจะคาดเดา

ดร.Diane Felmlee บอกว่าระยะเวลาที่บุคลิกเหล่านี้เปลี่ยนไปในความรู้สึกของคู่รักนั้นสั้นยาวไม่เท่ากัน คืออาจจะเร็วเพียง 6 เดือนหรืออาจยาวนานหลายปี แต่ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังจากมีบุตร หรือมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต

นักวิจัยผู้นี้ยกตัวอย่างความสัมพันธ์ที่จืดจางลงอันเนื่องมาจากแรงดึงดูดอันตรายนี้ 5 แบบด้วยกัน

หนึ่งคือความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน” หมายความว่าในตอนแรกทั้งสองฝ่ายต่างแสดงให้เห็นแต่ด้านดีของตน ต่อมาเมื่อรู้จักกันนานเข้าจึงเริ่มเรียนรู้ข้อเสียของอีกฝ่ายหนึ่ง

สองคือ “องุ่นเปรี้ยว” หมายถึงการที่คนหนึ่งต้องการเว้นระยะห่าง แล้วจึงมองว่าอีกฝ่ายทำอะไรก็ดูไม่ดีไปเสียหมด แม้แต่บุคลิกที่ตนเคยชื่นชมก็กลับมองเป็นด้านลบ

สามคือความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “เลิกทน” หมายความว่าคนหนึ่งพยายามอดทนและมองข้ามข้อเสียของอีกคนหนึ่งทั้งที่รู้ว่ามีอยู่ตั้งแต่แรก จนในที่สุดก็ทนไม่ได้

สี่คือ “ช่วงโปรโมชั่น” ก็คือการที่ฝ่ายหนึ่งพยายามแสดงแต่ด้านดีของตนออกมาในช่วงแรกเพื่อทำให้อีกฝ่ายพอใจ แต่เมื่อนานเข้าก็เริ่มฝืนทำแบบนั้นไม่ได้ หรือไม่อยากจะทำ

และตัวอย่างความสัมพันธ์ที่จืดจางแบบที่ห้านั้น เรียกว่า “ยิ่งสนิทยิ่งห่าง” หมายถึงว่าไม่มีใครเปลี่ยน แต่แค่ไม่อยากอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลาเหมือนตอนแรกๆ เท่านั้น

ดร.Diane Felmlee แห่ง Penn State University ยังได้แนะนำวิธีบรรเทาปัญหาความรักหรือแรงดึงดูดจืดจางลงนี้ไว้ด้วย

ประการแรกคือต้องยอมรับให้ได้ว่านิสัยทุกอย่างนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และต้องพยายามรับข้อเสียให้ได้ สองคือการทำความเข้าใจว่าไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ สามคือให้ระลึกอยู่เสมอถึงช่วงเวลาตอนแรกๆ ว่าเคยประทับใจในคู่รักของตนมากแค่ไหน สุดท้ายให้ตระหนักไว้ว่าบุคลิกหรือนิสัยที่คู่รักของคุณเป็นนั้น ได้สร้างความสมดุลให้กับชีวิตคู่และชีวิตครอบครัวมาอย่างยาวนาน ซึ่งอาจยิ่งใหญ่กว่าความรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องจุกจิกกวนใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านเข้ามา

รายงานจากห้องข่าว VOA / เรียบเรียงโดยทรงพจน์ สุภาผล

XS
SM
MD
LG