ลิ้งค์เชื่อมต่อ

รายงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมพยากรณ์ว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้มีวันที่มีอากาศร้อนเหลือแสนเพิ่มขึ้น

  • อิลิซซะเบธ ลี
  • เจษฎา สีวาลี

จากการที่อากาศที่รัสเซียร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ การที่ฝนตกหนักในปากีสถานตลอดจนเรื่องโคลนถล่มซึ่งก่อความวิบัติในเมืองจีนที่มีฝนตกหนักเหล่านี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศมากหน้าหลายตาพากันพยากรณ์ว่าภาวะอากาศร้อนเหลือแสนจะเกิดบ่อยขึ้นขณะที่โลกร้อนขึ้น

นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ อแมนด้า สเตาด์แห่ง National Wildlife Federation อันเป็นองค์กรภาคเอกชนในสหรัฐ ผู้ร่วมเขียนรายงานเกี่ยวกับภาวะอากาศร้อนเหลือแสนในสหรัฐสำหรับปีพุทธศักราช 2553 พบว่าเมืองใหญ่ๆ หลายเมืองทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐมีวันที่อุณหภูมิขึ้นสูงเกิน32 องศาเซลเซียสมากกว่าเดิมสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย คุณอแมนด้า สเตาด์พยากรณ์ว่าภาวะอากาศร้อนเหลือแสนนี้จะเกิดเป็นประจำในอีกไม่ช้านี้

เธอกล่าวว่าเรื่องที่ทำให้เธอปลาดใจก็คือว่า เมื่อถึงปีพุทธศักราช 2593แล้ว ปีพุทธศักราช 2553นี้อาจถือกันว่าเป็นปีที่อากาศไม่ร้อนมากมายนัก หรืออย่างน้อยก็เป็นปีที่เหมือนๆกับปีอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมลพิษที่ปล่อยออกมาทำให้โลกร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ คุณอแมนด้า สเตาด์และนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนกล่าวว่ามลพิษทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นในบรรยากาศและนั่นทำให้ความร้อนถูกกักเก็บซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน

แต่นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอากาศตามฤดูกาลแพตริก ไมเกิ้ลส์ แห่งสถาบันเคโตไม่เห็นด้วยโดยกล่าวว่าเมืองเหล่านั้นอากาศร้อนขึ้นโดยไม่ว่าจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศหรือไม่ก็ตาม คุณแพตริก ไมเกิลส์ กล่าวว่าคอนกรีตและอิฐในเมืองเก็บกักความร้อนไว้ได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และโทษวัฎจักรลมฟ้าอากาศ เอล นินยาว่าเป็นตัวการที่ทำให้อากาศทางภาคตะวันออกของสหรัฐในปีนี้ร้อนเหลือแสน

นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ อแมนด้า สเตาด์แห่งองค์กร National Wildlife Federationกล่าวว่าการที่ลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วทำให้เกิดปัญหาโรคภูมิแพ้ซึ่งเนื่องมาจากการมีพืชที่ทำให้เกิดโรคดังกล่าวมากขึ้น และการขาดแคลนอาหารเพราะพืชไม่เจริญเติบโต หน้าร้อนปีนี้ ภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงและไฟป่าในรัสเซียทำให้ข้าวสาลีสำหรับสนองความต้องการของโลกมีปริมาณลดลงไปอย่างมากมาย คุณอแมนด้า สเตาด์ กล่าวว่าเราจะต้องเริ่มลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเช่นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซลงและหันไปใช้พลังงานที่สะอาดกว่าอย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมและมองหาวิธีที่จะทำให้เราใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอากาศตามฤดูกาลแพตริก ไมเกิ้ลส์ แห่งสถาบันเคโต คิดว่าทางแก้ปัญหาเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงเพราะแสงอาทิตย์เป็นพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเลยและจะต้องลงทุนเป็นจำนวนมหาศาล อีกทั้งลมจะไม่มีวันช่วยให้ได้พลังงานอย่างพอเพียงและว่ามนุษย์เราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปและจะต้องทำเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ

นอกจากการอภิปรายถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแล้ว บรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าอากาศตามเมืองต่างๆจะร้อนขึ้นต่อไปขณะที่เมืองเหล่านั้นเจริญมากขึ้นและมีการสร้างอาคารบ้านเรือนและถนนเพิ่มมากขึ้น

เกี่ยวข้อง

XS
SM
MD
LG