ลิ้งค์เชื่อมต่อ

เเพทย์เชื่อยา "tranexamic acid" ใช้ได้ผลในการบำบัดอาการตกเลือดในหญิงหลังคลอด 


FILE - Mothers hold their newborn babies as they rest inside a maternity hospital, in Kolkata, July 11, 2012.

อาการตกเลือดหลังคลอดบุตรเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของผู้หญิงหลังคลอดทั่วโลก ทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตถึงปีละ 100,000 คน ส่วนมากเป็นผู้หญิงในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยเฉพาะเอเชียและแอฟริกา

ในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้คิดค้นและพัฒนายาชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า tranexamic acid ที่มีฤทธิ์หยุดยั้งไม่ให้ก้อนเลือดเเตกตัว

แต่ทีมนักวิจัยล้มเหลวในการชักจูงใจให้แพทย์ใช้ยาตัวนี้ไปทดสอบกับคนเพื่อรักษาอาการตกเลือดหลังคลอด

มาขณะนี้ ทางวิทยาลัยสุขภาพเเละเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้นำยาตัวนี้ไปทดลองทางคลินิก โดยมีผู้หญิงจาก 21 ประเทศเข้าร่วมในการทดลองจำนวน 20,000 คน ส่วนใหญ่มาจากประเทศในแอฟริกาและเอเชีย

ผลการทดลองนี้พบว่ายา tranexamic acid ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียเลือดมาจนเป็นอันตรายถึงชีวิตลงมาถึงเกือบ 1 ใน 3 โดยยาไม่มีผลข้างเคียงต่อทั้งเเม่และทารก

เเพทย์หญิง Nike Bello เเพทย์ด้านสูติ-นารีเวช ในไนจีเรีย กล่าวว่า "หากยาตัวใดก็ตามที่สามารถป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยตกเลือดหลังคลอดลูกได้ผล ทำให้คนไข้ไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดมดลูกฉุกเฉิน ก็ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะจะช่วยป้องกันการเสียชีวิตของผู้หญิงหลังคลอดบุตรได้"

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคในเรื่องของการนำยาไปใช้ในประเทศที่จำเป็นต้องใช้ยา

ศาสตราจารย์ Ian Roberts หัวหน้าทีมนักวิจัยในอังกฤษที่ทำการทดลองยาตัวนี้ กล่าวว่า "อันดับเเรก ทีมงานต้องการให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องรู้เกี่ยวกับผลของการทดลองยา tranexamic acid เสียก่อน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงพยาบาลที่รักษาคนไข้รักษาตัวมียาตัวนี้ใช้หรือไม่ แพทย์สูติ-นารีเวชและเจ้าหน้าที่ทำคลอดรู้จักวิธีใช้ยาหรือไม่"

ศาสตราจารย์ Ian Roberts กล่าวว่ายา tranexamic acid ทนต่อความร้อน จึงไม่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น และมีราคาไม่เเพงแค่ราวหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐฯ เท่านั้น และไม่ควรมีเด็กที่ต้องกำพร้าเเม่เพียงเพราะขาดยารักษาโรคที่ราคาเพียงหนึ่งดอลล่าร์สหรัฐฯ

ในการทดลองรักษาในผู้หญิง ทีมงานให้ยา tranexamic acid เเก่ผู้หญิงในการทดลองผ่านทางกระเเสเลือด ทีมนักวิจัยชี้ว่าในขั้นต่อไปจะทำการทดลองรักษา เพื่อหาวิธีที่ง่ายกว่าในการให้ยาเเก่ผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความสะดวกในการนำยาไปใช้รักษาผู้ป่วยตามศูนย์อนามัยในชนบทห่างไกลทั่วโลก

(รายงานโดย Henry Ridgwell เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

XS
SM
MD
LG