ลิ้งค์เชื่อมต่อ

บริษัทจีน 16 แห่งยึดอันดับ Asia Fab – 50 ของ Forbes นำโดย Tencent ส่วนไทยติด 2 อันดับ และข่าวธุรกิจอื่นๆ


1. รายงานกระทรวงพาณิชย์สหรัฐระบุว่า ศก.สหรัฐโตที่ 4.2% ในไตรมาสที่สอง สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และคาดว่า ศก.ครึ่งปีหลังจะโต 3% ต่อเนื่องถึงปีหน้า ขณะที่รายงานของกระทรวงแรงงานระบุว่า ปัจจุบันมีการจ้างงานใหม่เฉลี่ย 244,000 ตำแหน่งต่อเดือนตั้งแต่เดือน ก.พ แสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานกำลังฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตราการว่างงานอยู่ที่ 6.2% แสดงให้เห็นว่ามีคนอเมริกันว่างงานราว 10 ล้านคน

2. ผู้ประท้วงในเมือง Ferguson รัฐมิสซูรี่ ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับตำรวจเป็นเงิน 40 ล้านดอลล่าร์ ในข้อหาละเมิดสิทธิพลเมืองและกระทำการเกินกว่าเหตุ ระหว่างการประท้วงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน สืบเนื่องจากเหตุการณ์ตำรวจยิงวัยรุ่นอเมริกันผิวดำ Michael Brown เสียชีวิต

3. Malaysia Airlines รายงานผลการขาดทุนเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่สอง 97.6 ล้านดอลล่าร์ และคาดว่าจะขาดทุนเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมกับเที่ยวบิน MH370 และ MH17 ในช่วงไม่กี่เดือน ทำให้ยอดจองตั๋วเครื่องบินลดลงต่อเนื่อง

4. สายการบิน Qantas ของออสเตรเลีย รายงานผลขาดทุน 2,600 ล้านดอลล่าร์ในปีงบประมาณที่แล้ว ถือเป็นยอดขาดทุนสูงสุดของ Qantas หลังเปิดดำเนินการมาเกือบ 100 ปี ทาง Qantas ระบุว่าเป็นเพราะความต้องการลดลง ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น

5. รัฐบาลอินเดียเปิดตัวโครงการเปิดบัญชีธนาคารใหม่ให้กับชาวอินเดียยากจนราว 70 ล้านครอบครัว เป้าหมายเพื่อดึงให้คนยากจนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ และลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ โดยแต่ละคนจะได้รับบัตร ATM ประกันอุบัติเหตุและประกันการเบิกเงินเกินบัญชีด้วย

6. นิตยสาร Forbes Asia ประกาศรายชื่อบริษัทที่มีมูลค่าการตลาดสูงสุดในเอเชีย 50 อันดับหรือ Fab – 50 ปีนี้มีบริษัทเทคโนโลยีติดเข้ามามากมาย รวมทั้งที่อันดับ 1 คือบริษัทเกมออนไลน์ Tencent จากจีน ซึ่งมีมูลค่าการตลาด 155,000 ล้านดอลล่าร์ สูงกว่าอันดับ 2 คือ Tata Consultancy Service เกือบ 2 เท่า อันดับ 3 คือเว็บไซต์สังคมออนไลน์ของจีน Baidu มีมูลค่าการตลาด 76,800 ล้านดอลล่าร์

จีนมีบริษัทติดอันดับ Fab – 50 มากที่สุด 16 บริษัท รองลงมาคืออินเดีย 12 บริษัท เกาหลีใต้ 6 บริษัท ฮ่องกง 3 บริษัท และไทย 2 บริษัทคือ CP All และ Indorama Ventures

รายงานจากห้องข่าว VOA RIC AP Reuters และ Forbes / เรียบเรียงโดยทรงพจน์ สุภาผล

XS
SM
MD
LG