ลิ้งค์เชื่อมต่อ

นักวิเคราะห์ชี้ 'ระบบทะเบียนบ้านกรุงปักกิ่ง' กีดกันแรงงานย้ายถิ่นด้อยโอกาส


ทางการกรุงปักกิ่งประกาศแผนปฏิรูประบบทะเบียนบ้านที่จะเปิดรับคนจีนจากต่างเมืองเข้าเป็นชาวกรุงปักกิ่งถาวรตามกฏหมาย

เทศบาลกรุงปักกิ่งประกาศแผนปฏิรูปทะเบียนบ้านที่ให้โอกาสคนต่างเมืองที่อาศัยในกรุงปักกิ่งได้เป็นประชาชนชาวปักกิ่งอย่างถาวรโดยใช้จะเริ่มดำเนินการในต้นปีหน้า ซึ่งเป็นสถานภาพที่มาพร้อมกับสวัสดิการทางสังคมต่างๆ​

ตามแผนนี้ ชาวจีนที่อาศัยในกรุงปักกิ่งแต่มาจากต่างเมือง มีสิทธิ์สมัครขอลงทะเบียนเป็นชาวปักกิ่งอย่างเต็มตัว เพื่อเข้าไปอยู่ในระบบทะเบียนบ้านของกรุงปักกิ่ง ที่เรียกว่า hukou โดยผู้สมัครต้องมีอายุต่ำกว่า 65 ปี ไม่มีประวัติทางอาชญากรรม ต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้อยู่อาศัยในกรุงปักกิ่ง ต้องจ่ายเงินเข้าระบบประกันสังคมของกรุงปักกิ่งนานติดต่อกัน 7 ปี

นอกจากนี้ ยังดูที่สถานภาพด้านต่างๆ ไม่วาจะเป็นหน้าที่การงาน ที่อยู่อาศัย พื้นฐานการศึกษา ระดับความสามารถ การจ่ายภาษี และประวัติทางเครดิต จะถูกนำไปปรับเป็นคะเเนนเพื่อเข้าสู่ระบบการคัดสรร

แต่ละปี เทศบาลกรุงปักกิ่งจะกำหนดระดับคะเเนนที่ต้องมี เพื่อจะได้รับสิทธิ์สมัครเป็นประชาชนชาวปักกิ่งอย่างถาวรนี้ กรุงปักกิ่งตั้งเป้าที่จะจำกัดจำนวนประชากรของเมืองหลวงเอาไว้ที่ 23 ล้านคน ภายในปีค.ศ. 2020

ประมาณว่ามีคนที่อาศัยในกรุงปักกิ่งมากกว่าจำนวนคนที่อาศัยในกรุงลอนดอนและมหานครนิวยอร์ครวมกัน โดยน่าจะมากกว่าถึง 21 ล้านคน เกือบครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้เป็นผู้ย้ายถิ่นจากเมืองอื่นๆ ในจีน และไม่มีสถานภาพเป็นผู้อยู่อาศัยในกรุงปักกิ่งอย่างถูกกฏหมาย

อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่าระบบคัดเลือกเเบบคะเเนนสะสมที่กรุงปักกิ่งประกาศใช้นี้ น่าจะมีผลในการช่วยสกัดไม่ให้คนจีนอพยพย้ายถิ่นเข้าไปอยู่ในกรุงปักกิ่งได้ส่วนหนึ่งแม้จะไม่ทั้งหมด

นักวิเคราะห์ยังกล่าวด้วยว่า ระบบคัดเลือกนี้มุ่งเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติในระดับสูง และไม่ยุติธรรมต่อแรงงานย้ายถิ่นที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลของกรุงปักกิ่งอีกด้วย

คุณ Wu Xiaogang ศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) กล่าวว่า มาถึงตอนนี้ระบบคัดสรรนี้ได้กำหนดชัดเจนเเล้วว่าผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งสำหรับเเรงงานย้ายถิ่นโดยทั่วไป คุณสมบัติที่ทางการตั้งไว้สูงเกินไป แต่เขาไม่คิดว่าระบบนี้จะช่วยลดปัญหาเเรงงานย้ายถิ่นหลั่งไหลเข้ามาในกรุงปักกิ่งเพื่อเสาะหางานทำที่ดีกว่า

เขาคิดว่ากรุงปักกิ่งจะยังคงประสบกับปัญหาความแออัดและมลพิษที่เลวร้ายมากขึ้นต่อไปในขณะที่ทางการท้องถิ่นล้มเหลวในการลดจำนวนประชากรลง

ด้านคุณ Hu Xingdou ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Beijing Institute of technology เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เเละกล่าวเสริมว่า ชาวจีนในกรุงปักกิ่งที่มีระดับการศึกษาน้อย ประสบกับความที่ไม่เท่าเทียมทางโอกาส เขาชี้ว่ายากมากที่แรงงานย้ายถิ่นจะสะสมคะเเนนให้ได้ตามที่กำหนด เพื่อให้ได้สถานภาพเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรในกรุงปักกิ่ง

เขากล่าวว่า ความพยายามของกรุงปักกิ่งในการกีดกันไม่ให้เเรงงานย้ายถิ่นที่มีการศึกษาน้อย ได้เป็นผู้อยู่อาศัยถาวรในเมืองหลวง เเสดงให้เห็นถึงการขาดวิสัยทัศน์ในการสร้างกรุงปักกิ่งให้มีความสมดุลทางเศรษฐกิจ ที่ให้โอกาสในการสร้างฐานะเเละชีวิตอย่างเท่าเทียมเเก่คนจากทุกพื้นฐานการศึกษาและอาชีพ เขาเตือนว่าระบบนี้จะยิ่งทำให้ค่าครองชีพในกรุงปักกิ่งสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต

ด้านคุณ Lu Yilong ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัย Renmin กล่าวว่า หากดูตัวอย่างจากเมืองเซี่ยงไฮ้ และเมืองกวางโจว เขาคิดว่าจะมีผู้สมัครระดับต้นๆ เเค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่จะผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรของกรุงปักกิ่งตามระบบทะเบียนบ้าน

เเม้ว่าเเรงงานย้ายถิ่นจำนวนหนึ่งในกรุงปักกิ่งอาจจะไม่สนใจกับระบบนี้ แต่ศาสตราจารย์ Lu กล่าวว่า จะมีผู้สมัครจำนวนหลายล้านคนต่อปี สร้างงานเพิ่มขึ้นแก่หน่วยงานราชการที่ต้องใช้เงินภาษีมาดำเนินการเรื่องนี้

ศาสตราจารย์ Lu ชี้ว่า การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมแก่ทุกคนให้เข้าถึงการศึกษาระดับที่ดี จะเป็นการเเก้ไขปัญหาที่ถูกทางมากกว่า ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการสมัครเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรในกรุงปักกิ่งลง

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายคนแย้งว่า การเเก้ปัญหาที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับทางการรัฐบาลจีนมากกว่า ที่ต้องพัฒนาให้มีเมืองใหญ่ๆ ระดับที่สองเพิ่มขึ้นในประเทศที่สร้างโอกาสด้านการงานใหม่ๆ ที่จะช่วยเเบ่งเบาการหลั่งไหลของเเรงงานย้ายถิ่นในเมืองหลวงของประเทศ

(รายงานโดย Joyce Huang / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

XS
SM
MD
LG