ลิ้งค์เชื่อมต่อ

"โรคจมูกขาว" ภัยร้ายที่กำลังคุกคามค้างคาวในอเมริกาเหนือ


The little brown bat, once one of the most common bats of North America, suffered a major population collapse in the northeastern U.S. due to White Nose Syndrome.(Photo courtesy of Organization for Bat Conservation)

ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าโรคเชี้อรา White Nose Syndrome จะแพร่ระบาดในค้างคาวทั่วโลกหากไม่มีวิธีควบคุม

กว่าครึ่งหนึ่งของค้างคาว 45 สายพันธุ์ในอเมริกาเหนือถูกคุกคามรุนแรงจากโรคเชื้อรา White Nose Syndrome ที่มาจากยุโรปเมื่อ 10 ปีที่เเล้ว

โรคเชื้อรา White Nose Syndrome หรือ WNS ที่สามารถแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในถ้ำและเหมืองหลายพันแห่งทั่วทวีปอเมริกาเหนือ เเพร่ระบาดจากเขตปกครองหนึ่งในรัฐนิวยอร์ค ไปยัง 30 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกาและ 5 จังหวัดในแคนาดา ทำให้ค้างคาวตายลงเเล้ว 10 ล้านตัว

หากนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถหาทางหยุดยั้งการระบาดของโรคเชื้อราชนิด WNS นี้ได้ มันอาจจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่เกิดแก่สัตว์ป่าในทวีปอเมริกาเหนือตั้งเเต่คริสต์ศตวรรษที่เเล้ว

คุณ Rob Mies ผู้ก่อตั้งองค์การเพื่อการอนุรักษ์ค้างคาว (Organization for Bat Conservation) หรือ OBC กล่าวว่า ความเสียหายนี้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนด้วย เขากล่าวว่าค้างคาวมีคุณประโยชน์ต่อคนทางเศรษฐกิจและทางนิเวศวิทยาหลายอย่างด้วยกัน เพราะค้างคาวกินแมลงเป็นอาหาร ช่วยผสมเกสรพืชและช่วยกระจายเมล็ดพืชไปตามธรรมชาติ

คุณ Mies กล่าวว่าเชื้อราชนิดนี้ระบาดในค้างคาวในช่วงที่ค้างคาวจำศีลในถ้ำ เชื้อราจะค่อยเติบโตบนผิวหนังของค้างคาว กัดกินผิวหนังของค้างคาวทีละเล็กละน้อย และทำให้ค้างคาวขาดน้ำ ต้องตื่นจากจำศีลหลายครั้ง ใช้พลังงานจากไขมันในร่างกายสำรองเอาไว้ให้อยู่รอดจนถึงฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง เมื่อพลังงานถูกใช้ไปจนหมด ค้างคาวจะอดอยากและตายลง

โรคเชื้อราชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากยุโรป แต่ค้างคาวในยุโรปมีภูมิต้านทานโดยธรรมชาติต่อเชื้อราชนิดนี้ ต่างจากค้างคาวในอเมริกา

A deadly disease in bats called “white-nose syndrome” was confirmed on this tri-colored bat from a cave in Lincoln County, Missouri in March 2012. The name describes the white fungus shown on the face and wings of the infected bat.
A deadly disease in bats called “white-nose syndrome” was confirmed on this tri-colored bat from a cave in Lincoln County, Missouri in March 2012. The name describes the white fungus shown on the face and wings of the infected bat.

​โรคเชื้อรา WNS นี้จะระบาดในสัตว์ขนาดเล็กที่อาศัยในถ้ำหรือซอกหลืบ เมื่อค้างคาวบินไปยังถ้ำเเห่งใหม่ มันจะนำเชื้อราไปแพร่ระบาดต่อไปในประชากรค้างคาวมากจำนวนขึ้น เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์ที่พบได้ในทุกทวีปทั่วโลก ยกเว้นในทวีปแอนตาร์กติกา

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าหากไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดได้ในเร็ววัน โรคเชื้อรา WNS อาจจะระบาดไปทั่วโลก นอกจากนี้เชื้อราอาจจะเเพร่ระบาดไปยังที่ใหม่ๆ ผ่านคน โดยติดไปตามเสื้อผ้าหรือรองเท้าของคนที่ไปเที่ยวสำรวจในถ้ำ

องค์การเพื่อการอนุรักษ์ค้างคาวหรือ OBC เน้นสอนผู้คนทั่วไปเกี่ยวกับค้างคาวและชักชวนให้คนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ค้างคาว ทางองค์การจัดงานนิทรรศการแสดงค้างคาวที่มีชีวิตตามโรงเรียนต่างๆ พิพิธภัณฑ์ ตลอดจนสวนสัตว์ เพื่อเผยเเพร่ความรู้เเก่ผู้คนในการสร้างบ้านค้างคาวเพื่อสร้างที่อาศัยขนาดเล็กที่แห้งและอุ่นเเก่ค้างคาว เพื่อเป็นที่เลี้ยงลูกค้างคาว

ทางองค์การ OBC ตีพิมพ์คู่มือปลูกไม้ดอกที่เป็นมิตรต่อค้างคาว เพื่อดึงดูดเเมลงมาตอมดอกไม้ในตอนกลางคืน และกลายเป็นอาหารของค้างคาวกินแมลง

คุณ Mies อธิบายว่าวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้ค้างคาวอยู่รอดได้และเพิ่มจำนวนขึ้น และมีโอกาสอยู่รอดมากขึ้นในช่วงฤดูหนาวหากติดเชื้อราชนิดนี้ ในขณะเดียวกัน เขากล่าวว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาวิธีต่อสู้กับโรคเชื้อรา White Nose Syndrome นี้

เขากล่าวว่านักวิทยาศาสตร์ต้องหาวิธีที่ปลอดจากการใช้สารเคมีเป็นพิษ เพื่อกำจัดเชื้อราโดยไม่สร้างอันตรายต่อค้างคาว แต่ก็ไม่ต้องการเข้าไปในถ้ำเพื่อกำจัดเชื้อรา เพราะจะส่งผลเสียต่อถ้ำและอาจจะสร้างความเสียหายแก่ค้างคาวหลายสายพันธุ์ ไม่คุ้มกับการรักษาค้างคาวเพียงสายพันธุ์เดียว

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบเชื้อเเบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถใช้ควบคุมโรคเชื้อรานี้ได้ตามธรรมชาติ หากนำไปฉีดบนผนังถ้ำ มีการทดสอบฉีดเชื้อเเบคทีเรียตัวนี้เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา และพวกเขาหวังว่าจะเห็นผลในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลินี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ค้างคาวตื่นจากการจำศีล

นอกจากนี้ ยังใช้วิธีการอื่นๆร่วมด้วย ตั้งเเต่การใช้เครื่องฉีดเชื้อเเบคทีเรียอัตโนมัติ ที่ค้างคาวจะบินผ่านขณะบินออกมาจากถ้ำ เพื่อช่วยนำเเบคทีเรียออกไปปล่อยในอากาศในแหล่งที่อยู่อาศัย ช่วยกำจัดเชื้อรารุนแรงชนิดนี้ตามแหล่งอาหารของค้างคาวไปในตัว

คุณ Mies กล่าวว่าการใช้มาตรการเหล่านี้ และการพยายามค้นหาวิธีการใหม่ๆ มีความสำคัญมากในการอนุรักษ์ค้างคาว และเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราชนิดนี้เเพร่ระบาด ทำลายประชากรค้างคาวในอเมริกาเหนือรุนแรงกว่านี้

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

XS
SM
MD
LG