ลิ้งค์เชื่อมต่อ

การขยายตัวพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีฐานะเข้มแข็งทางด้านเสรษฐกิจ


สาธารณรัฐประชาชนจีน ก้าวหน้ามาไกลทีเดียว นับตั้งแต่มีการก่อตั้งประเทศนั้น เมื่อปีพุทธศักราช 2492 โดยเปลี่ยนจากการเป็นประเทศที่ยากจน กลายมาเป็นประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งประเทศหนึ่ง

ในอีกหลายปีข้างหน้า ชาวจีนจำนวนมากคาดหมายว่า เทคโนโลยีและการมีส่วนพัวพันกับกิจการระหว่างประเทศมากขึ้นนี้ จะทำให้จีนเป็นประเทศระดับผู้นำรายหนึ่งของโลก

ตั้งแต่ปลายช่วงพุทธทศวรรษที่เริ่มจากปีพุทธศักราช 2513 การขยายตัวของเศรษฐกิจ และการพัฒนาของจีน ช่วยให้ประชาชนห้าร้อยล้านคน หลุดพ้นจากความยากจน ขณะนี้ตามนครใหญ่ๆ ที่อยู่ทางชายฝั่งเต็มไปด้วยตึกรามสูงหลายสิบชั้น ที่หรูหราและโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าและเครื่องคอมพิวเตอร์

ขณะที่จีนเตรียมฉลองวันครบรอบหกสิบปี แห่งการเป็นสาธารณรัฐทันสมัยในวันที่ 1 เดือนหน้า รัฐบาลจีนกำลังเตรียมจะกระตุ้นให้ส่วนอื่นๆ ของจีนเจริญแบบเดียวกัน

บรรดานักธุรกิจชั้นนำ และนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ความเจริญเติบโตครั้งใหม่จะเกิดขึ้นตามเมืองที่อยู่ลึกเข้ามาในแผ่นดินและย่านชนบทที่ยังด้อยพัฒนา รัฐบาลจีนต้องการให้เทคโนโลยีตั้งแต่แหล่งพลังงานสีเขียว เครื่องคอมพิวเตอร์ เรื่อยไปจนถึงภาคเภสัชกรรมเป็นปัจจัยรองรับความเจริญเติบโตดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อมวลชนจีน รีเบกก้า แม็กคินนอนกล่าวว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดความเจริญเติบโตได้ และว่ารัฐบาลจีนกำลังส่งเสริมให้ผลิตบริการเคลื่อนที่ 3-จีรุ่นใหม่ รัฐบาลจีน และภาคอุตสาหกรรมต่างมองเห็นว่าเครือข่ายอินเตอร์เน็ทเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยโอกาส ให้เกิดความเจริญเติบโตที่สำคัญ

เธอกล่าวไว้ตอนนี้ว่า "รัฐบาลจีนมิได้กลัว เรื่องที่ชาวนาจะใช้บริการออนไลน์ รัฐบาลจีนต้องการให้ชาวจีนทุกคนใช้บริการออนไลน์ เพราะจะทำรายได้มากมายมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของจีน เรื่องที่ว่านี้น่าสนใจในแง่ที่ว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีน นอกจากมีแผนจะดำรงคงอยู่ต่อไปทั้งๆ ที่มีระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ทแล้ว ยังมีแผนที่จะดำรงคงอยู่ต่อไปเพราะระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ทนี้ด้วย"

คุณ รีเบกก้า แม็กคินนอนกล่าวด้วยว่า นอกจากความเจริญเติบโตในเมืองจีนเองแล้ว รัฐบาลจีนยังหวังว่าจีนจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จีนสามารถจำหน่ายให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ได้ด้วย การที่จีนเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง และการที่จีนสามารถใช้อิทธิพลโน้มน้าวองค์การอเนกภาคีอย่างเช่นสหประชาชาติได้มากขึ้น ทำให้จีนกำลังกลายเป็นผู้นำรายหนึ่งของโลก ส่วนที่กำลังพัฒนา

ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังของจีน จู กวงเหย้ากล่าวไว้ตอนนี้ว่า "ประเทศที่เจริญแล้ว และที่กำลังพัฒนาควรมีส่วนมีเสียงเท่าๆ กันในธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เวลาเดียวกันจีนกล่าวว่า ประเทศที่เจริญแล้ว และที่กำลังพัฒนามีความรับผิดชอบแตกต่างกัน เกี่ยวกับประเด็นอื่นๆ"

เรื่องการลดปริมาณของคาร์บอนที่ปล่อยออกมา เป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง ประธานาธิบดีจีน หู จิ่น เท้ากล่าวไว้ว่า จีนจะผลิตพลังงานที่มีให้ใช้อย่างพอเพียงร้อยละ 15 ของพลังงานทั้งหมดภายในช่วงสิบปี แต่รัฐบาลจีนยังมิได้กำหนดเป้าหมาย ซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมาย จีนกล่าวว่าจะไม่ลงนามในข้อตกลงใดๆ จนกว่าประเทศที่เจริญแล้วให้สัญญาว่า จะให้เงินอุดหนุนสำหรับการเพียรพยายามลดปริมาณของคาร์บอน ที่ประเทศกำลังพัฒนาปล่อยออกมานั้นเสียก่อน

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อเมริกัน แกรี่ ล็อก กล่าวที่กรุงปักกิ่งเมื่อเร็วๆ นี้ว่า "มีการพูดกันว่า การขอให้จีนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ลดปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมานั้นลงอย่างฮวบฮาบ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมในขณะที่ประเทศอย่างเช่นสหรัฐใช้ถ่าน หิน น้ำมันและเชื้อเพลิงที่ไม่สะอาด ในการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตมาเป็นเวลา 150 ปี เรื่องนั้นพอเข้าใจได้ แต่โลกของเราไม่แบ่งแยกว่าคาร์บอนนั้นสหรัฐหรือจีน ยุโรปหรืออินเดียเป็นผู้ปล่อยออกมา "ท่านรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จะช่วยสร้างงานและเอื้ออำนวยโอกาสให้มีการพัฒนาและขายเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อจีนและต่อโลกของเรา .



เกี่ยวข้อง

XS
SM
MD
LG