ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ความขัดแย้ง ด้านความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสังคมในเอเชีย


ขณะนี้ ภาคพื้นเอเชียกำลังพยายามที่จะให้มีความสมดุล ระหว่างความต้องการด้านพลังงานที่มากขึ้นเรื่อยๆ กับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสังคม

ความขัดแย้งเรื่องนี้เห็นได้ชัด ในโครงการด้านสาธารณูปโภคขนาดใหญ่บางโครงการ อย่างการสร้างเขื่อน ซึ่งทำให้ลำแม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน และการวางสายไฟฟ้าเพื่อส่งพลังงานไปยังที่ต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบถึงบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และธุรกิจจำนวนมาก

เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มชนเชื้อสายกูกีจากบริเวณพรมแดนพม่าติดกับอินเดียราว 50 คนรวมทั้งผู้หญิง และเด็กไปชุมนุมเดินขบวนข้างๆ รัฐสภาอินเดียในกรุงนิวเดลลีเพื่อประท้วงการสร้างเขื่อนทามานตีในพม่า

ตามมาตรฐานของอินเดียแล้ว การชุมนุมของคนเหล่านั้นเป็นเพียงการชุมนุมเล็กๆ ไม่มีสุ้มมีเสียงอะไร

การก่อสร้างเขื่อนดังกล่าว เป็นแผนการของบริษัทรัฐวิสาหกิจของอินเดียที่จะใช้ประโยชน์จากแม่น้ำชินด์วินของพม่า ในบริเวณใกล้พรมแดนในการผลิตกระแสไฟฟ้าราว 2,400 กิโลวัตร ส่งไปยังอินเดีย มีการอ้างเหตุผลว่า เขื่อนนี้จะช่วยควบคุมน้ำท่วม และการชลประทานสำหรับการกสิกรรมด้วย แต่เจ้าหน้าที่กลุ่มรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมในรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐกล่าวว่า โครงการสร้างเขื่อนเหล่านี้ จะมีผลเสียมากกว่าผลดี

Patrick McCully ผู้อำนวยการกลุ่ม Rivers International กล่าวว่า โครงการเหล่านี้ทำลายแม่น้ำลำธาร และยังความเสียหายต่อระบบนิเวศทั้งระบบ เขากล่าวว่า หลายคนอาจแปลกใจ แต่อ่างเก็บน้ำที่มาจาการสร้างเขื่อนแบบนี้ ในหลายพื้นที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเป็นปริมาณมากมาย เพราะพืชผักเน่าเสีย และว่าผลกระทบด้านสภาพโลกร้อนของอ่างเก็บน้ำทั้งหลาย ในพื้นที่เขตร้อนอาจสูงกว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลด้วยซ้ำ นอกจากนั้นโครงการสร้างเขื่อนโครงการใหญ่ๆ แบบนี้ยังมักจะต้องมีการอพยพชุมชนพลเมือง ทำให้คนจำนวนมากสูญเสียพื้นที่ทำมาหากินที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ทำให้คนตกอยู่ในภาวะยากจน เป็นหนี้เป็นสิน น้อยคนจะกลับมีฐานะความเป็นอยู่อย่างเดิม และสูญเสียความเกี่ยวพันทางสังคม ในชุมชนของตน ชุมชนเผ่ากูกีชายแดนพม่า ติดกับอินเดียกำลังประสบชะตากรรมเช่นนั้น

ลูลุน ประธานแนวร่วมนักศึกษาประชาธิปไตยชนเผ่ากูกีกล่าวว่า มีการบังคับใช้แรงงาน การริบที่ดิน หมู่บ้านสองสามแห่งถูกโยกย้าย โดยไม่ได้รับการชดเชยความเสียหาย ชนเผ่านี้ต้องสูญเสียพื้นที่นาข้าว สูญเสียบ้านเรือน และประสบความยากลำบากมากมาย นอกจากนั้นยังวิตกกันในเรื่องความเสียหาย ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะบริเวณนั้นเป็นที่อยู่ของ เสือ สิงโต และช้าง

ธนาคารโลกประมาณว่า พม่ามีศักยภาพที่จะผลิตกระแสไฟฟ้า จากแม่น้ำในประเทศได้ราวปีละ 100,000 กิโลวัตร ธนาคารโลกไม่ได้ให้ทุนสำหรับโครงการสร้างเขื่อนทามานตี และในระยะไม่กี่ปีมานี้ ธนาคารโลกถอนตัวจากการสนับสนุนโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ในเอเชีย หลายโครงการ และมีความระมัดระวังในการที่จะกลับเข้าไปเกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน ที่เป็นที่เห็นขัดแย้งกัน

กลุ่ม Rivers International ประมาณว่า เฉพาะในอินเดียมีประชาชนถูกอพยพโยกย้าย เนื่องจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำราว 20 ล้านถึง 50 ล้านคน

ขณะเดียวกัน จีนก็เช่นเดียวกับอินเดีย ที่กำลังมองหาแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำนอกพรมแดนของตน ตอนนี้จีนกำลังมีแผนการ ที่จะดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำใน พม่า เนปาล และในประเทศไทยด้วย

บรรดานักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมยอมรับว่า ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนานั้น ยังไม่สามารถสนองความต้องการ ด้านพลังงานอันมากมายมหาศาลได้ แต่เจ้าหน้าที่กลุ่ม Rivers International โต้แย้งว่าไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนจำนวนมากมาย ถ้าหากโครงสร้างที่มีอยู่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

Patrick McCully ผู้อำนวยการกลุ่ม Rivers International กล่าวว่า พลังงานมากมายสูญเสียไปในระบบที่มีอยู่แล้ว ทั้งในด้านการผลิต การส่ง และการใช้กระแสไฟฟ้า เขาเห็นว่าควรให้ความสำคัญลำดับแรก แก่การทำให้ระบบที่มีอยู่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ก่อนที่จะไปสร้างแหล่งผลิตแบบใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มักสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูง และยังผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม

นอกจากนั้น ผลการศึกษาวิจัยรายหนึ่ง ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากธนาคารโลก แสดงว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำโครงการใหญ่ๆ หลายโครงการ ไม่เป็นไปตามความคาดหมาย ให้พลังงานน้อยกว่า และส่งออกไปให้ผู้ใช้ได้ในพื้นที่น้อยกว่าที่คาดไว้

ผู้เชี่ยวชาญธนคารโลกกล่าวว่า ผู้สนับสนุนโครงการเหล่านี้ จำเป็นจะต้องเรียนรู้จากอดีตและตระหนักถึงปัญหาท้าทายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย


เกี่ยวข้อง

XS
SM
MD
LG