ลิ้งค์เชื่อมต่อ

อนาคตของเชื้อเพลิงชีวภาพ


การที่เอธานอล ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ที่สะกัดจากข้าวโพดและเชื้อเพลิงชีวภาพอื่นๆ ได้รับการนำมาใช้กันมากขึ้นนี้โดนโทษว่า ทำให้ราคาของอาหารแพงขึ้นทั่วโลก แต่ผู้ที่สนับสนุนให้ใช้เชื้อเพลิงเหล่านั้นกล่าวว่า การหาว่าเชื้อเพลิงเหล่านั้นมีผลกระทบ ทำให้อาหารแพงขึ้นนั้น เป็นการกล่าวหาที่เกินเลยความจริงมากไปสักหน่อย และว่า เชื้อเพลิงใหม่เหล่านี้ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนานั้น จะทำให้ปัญหาดังกล่าวหมดไป

กฎหมายของรัฐบาลสหพันธ์ กำหนดให้เอาเอธานอลผสมในน้ำมันเบนซินราว 10% แต่สำหรับยานยนต์ที่ใช้น้ำมันซึ่งดัดแปลงได้นั้น สามารถใช้น้ำมันเบนซินซึ่งมีเอธานอลผสมอยู่ถึง 85% ได้ แต่บรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกล่าวว่า เรื่องที่รัฐสภา มอบหมายให้เอาเอธานอลผสมในน้ำมันเบนซินนั้น เป็นความคิดที่ไม่รอบคอบ พวกเขาตั้งข้อสังเกตุว่า เอธานอลซึ่งสะกัดจากข้าวโพดนั้น ก่อให้เกิดพลังงานไม่ถึงสองหน่วย สำหรับทุกๆ หน่วยที่ใช้ในการผลิตเอธานอล แม้แต่ผู้ที่ส่งเสริมให้ใช้เอธานอลยังเห็นพ้องว่า อนาคตนั้นขึ้นอยู่กับการใช้วัสดุที่ไม่ใช่อาหาร อย่างเช่น ลำต้นข้าวโพดมาใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงคาร์โบไฮเดรตที่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์พืชหรือ Cellulosic fuel

คุณไบรอัน เจนนิ่งส์ แห่งกลุ่มพันธมิตรเพื่อเอธานอลแห่งอเมริกากล่าวว่า เขาเชื่อว่าเชื้อเพลิงชีวภาพ Cellulosic fuel ซึ่งจะได้รับการผลิตออกมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์นั้น พอจะเชื่อแน่ได้ว่า จะมาจากพืชที่ปลูกตามไร่นา และชาวนาจะนำไปขายให้โรงกลั่นเชื้อเพลิงชีวภาพ และว่า กลุ่มของเขาสนับสนุนเอธานอลที่สะกัดจากพืชอย่างอื่นๆ และที่สะกัดจากข้าวโพดนั้นอย่างแข็งขัน

พืชที่จะนำมาใช้แทนข้าวโพดได้อย่างดียิ่งก็คือต้นข้าวฟ่าง ซึ่งให้เมล็ดข้าวฟ่างที่นำมาปรุงอาหารบางชนิดและใช้เลี้ยงสัตว์ก็ได้

คุณบิล รูนีย์ ผู้จัดการโครงการข้าวฟ่างของมหาวิทยาลัย Texas A and M คาดว่า เชื้อเพลิงที่สะกัดจากข้าวฟ่าง อาจจะเริ่มมีบทบาทสำคัญในตลาดภายในห้าปี

ส่วนคุณมาร์ก ฮัสซี่ย์ ผู้จัดการโครงการด้านเกษตรกรรม ที่มหาวิทยาลัย Texas A and M กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยกำลังทำวิจัยเยอะแยะเพื่อสะกัดเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพคล้ายน้ำมันเบนซินจากวัสดุที่ได้มาจากพืชโดยตรง ส่วนคุณเดวิด บอลเทนสเปอร์เก้อร์ เป็นหัวหน้าคณะดินและพืชศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัย Texas A and M กล่าวว่า กำลังทำการวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายทะเล ซึ่งเพาะตามบ่อ ไม่ใช่ตามไร่ เขากล่าวว่า สาหร่ายทะเล ช่วยให้ผลิตน้ำมันได้ราว 60% เพราะในสาหร่ายทะเลนั้น เป็นน้ำมันเสีย60% ในขณะที่ถั่วเหลือง ให้น้ำมันได้17-18%

เขากล่าวด้วยว่า การสะกัดน้ำมันเชื้อเพลิงจากสาหร่ายทะเลช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศ เพราะก๊าซเรือนกระจกนำมาควบกับสาหร่ายทะเล เพื่อก่อให้เกิดพลังงานนั่นเอง

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า รถยนต์มากมายจะใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแบบใหม่ๆ แต่ก็มีการเตือนกันว่า เชื้อเพลิงชีวภาพแบบใหม่ๆ ไม่น่าจะทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับใช้ในการขนส่งแทนน้ำมัน แต่จะช่วยชดเชยการที่อุปสงค์ด้านพลังงานขยายตัวอย่างรวดเร็วนั้นได้

เกี่ยวข้อง

XS
SM
MD
LG