ลิ้งค์เชื่อมต่อ

จีนล้ำหน้าสหรัฐ ในเรื่องการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก


ก่อนหน้านี้สหรัฐครองตำแหน่งประเทศผู้ผลิตหรือปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลกมาหลายปีแล้ว และไม่คาดว่าจีนจะสามารถแย่งชิงตำแหน่งนี้จากสหรัฐได้ จนกระทั่งอีกหลายปีต่อจากนี้ แต่ตามตัวเลขการประเมินด้านสิ่งแวดล้อมของเนเธอร์แลนด์ซึ่งเพิ่งออกเผยแพร่นั้น ความต้องการใช้ถ่านหินของจีนเพื่อผลิตกระเเสไฟฟ้า และผลผลิตปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศจีน ทำให้ปริมาณก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน หรือที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศของโลกเมื่อปีที่แล้ว เกินหน้าสหรัฐไปแล้ว

รายงานดังกล่าวระบุว่าเมื่อปีที่แล้วจีนผลิตหรือปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาราว 6,200 ตัน เมื่อเทียบกับ 5,800 ตันในสหรัฐ ส่วนอังกฤษนั้นเมื่อปีที่แล้วกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 600 ตัน ตัวเลขจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของเนเธอร์แลนด์นี้เป็นเฉพาะก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซากฟอสซิล และจากการผลิตปูนซีเมนต์เท่านั้นเอง แต่ยังไม่ได้รวมถึงก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างอื่น อย่างเช่นก็าซมีเธนจากภาคการเกษตร และก็าซไนตรัสออกไซด์จากกระบวนการทางอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมทั้งยังไม่ได้รวมถึงก็าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครื่องบิน และการเดินเรือพาณิชย์จากการเผาหรือถางป่า หรือจากไฟที่ไหม้ในเหมืองถ่านหินใต้ดิน

อย่างไรก็ตาม นายจอร์ช โอลิเวอร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากหน่วยงานประเมินสิ่งแวดล้อมของเนเธอร์แลนด์ก็บอกว่า คงจะเป็นเรื่องยากที่จะให้ตัวเลขของปริมาณก็าซเรือนกระจกดังกล่าว ซึ่งเป็นผลผลิตจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้เฉพาะเจาะจงลงไป แต่ตัวเลขที่ว่านี้ก็เป็นตัวเลขจากการประเมินอย่างดีที่สุดและล่าสุดด้วย

รายงานจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของเนเธอร์แลนด์ที่ว่านี้ มีขึ้นในขณะที่บรรดาประเทศต่างๆ กำลังพยายามเจรจาเพื่อจะให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่จะใช้แทนพิธีสารเกียวโตซึ่งจะหมดอายุลงในปี 2555 สหรัฐนั้นไม่ยอมให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเกียวโต เพราะข้อตกลงฉบับนี้ไม่มีข้อผูกพันให้จีนต้องปฏิบัติตาม และจีนเองก็ได้อ้างว่าเทคโนโลยีกับเรื่องค่าใช้จ่ายนับเป็นอุปสรรคสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดการปล่อยก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวลง และการผูกมัดประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องนี้มากเกินไป จะเป็นผลเสียต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

เกี่ยวข้อง

XS
SM
MD
LG