ลิ้งค์เชื่อมต่อ

อำนาจการตัดสินใจของสหรัฐในยามสงคราม


ขณะที่วุฒิสภาสหรัฐเตรียมอภิปรายเรื่องที่ประธานาธิบดีบุช ตัดสินใจที่จะส่งกำลังทหารไปเพิ่มในอิรักนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนนึกถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างประธานาธิบดีกับรัฐสภาในยามศึกสงครามในประวัติศาสตร์

ตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐนั้น รัฐสภามีอำนาจประกาศสงครามและให้ทุนในการปฏิบัติการทางทหาร ส่วนประธานาธิบดีจะเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ และรับผิดชอบในการดำเนินการสำหรับปฏิบัติการทางทหาร ขณะนี้ สมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครตบางคนเชื่อว่า ถึงเวลาที่รัฐสภาจะต้องทัดทานการเพิ่มกำลังทหารในอิรัก โดยการระงับการให้ทุนสำหรับกำลังทหารที่จะส่งไปเพิ่มนั้น

สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนและพรรคเดโมแครตบางคน คัดค้านการตัดทอนการให้ทุนสำหรับการเพิ่มกำลังทหารดังกล่าว โดยเห็นว่าการทำเช่นนั้น จะเป็นการส่งสัญญาณหรือสื่อความหมายผิดๆไปยังทหารอเมริกันที่กำลังสู้รบอยู่ในอิรักว่า รัฐสภาไม่สนับสนุนทหารเหล่านั้นหรือการปฏิบัติภารกิจของทหารเหล่านั้นอีกต่อไป

นักประวัติศาสตร์กล่าวกันว่า บรรดาผู้ก่อร่างสร้างประเทศและร่างรัฐธรรมนูญของสหรัฐ รู้เท่าถึงการณ์และมีความรู้สึกแน่ชัดเกี่ยวกับการมอบอำนาจส่วนใหญ่ในการทำสงครามแก่รัฐสภา

Louis Fisher ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญที่หอสมุดรัฐสภาแถลงต่อคณะอนุกรรมการคณะหนึ่งของวุฒิสภาว่า ตามทัศนะของบรรดาผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วไปจะพบว่า ในอดีตกาลมีผู้นำที่แสวงหาเกียรติยศชื่อเสียงและความรุ่งโรจน์นำประเทศเข้าสู่สงคราม ซึ่งยังความสูญเสียแก่ประชาชนและแก่การคลังของชาติ ด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ร่างรัฐธรรมนูญจึงมอบอำนาจในการประกาศสงครามแก่รัฐสภา และให้ประธานาธิบดีมีอำนาจในการดำเนินการเพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากการถูกโจมตีอย่างกะทันหัน แต่บรรดานักประวัติศาสตร์ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า มีความคลุมเครือบางอย่างในรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ว่า การมีส่วนใช้อำนาจร่วมกันระหว่างประธานาธิบดีกับรัฐสภาในยามศึกสงครามนั้น ควรเป็นในลักษณะใด นักประวัติศาสตร์อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า เมื่อพิจารณาดูตามประวัติศาสตร์แล้ว รัฐสภามีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจว่า เมื่อใดสหรัฐจะเข้าสู่สงคราม และเป็นเวลานานเท่าใด

Walter Dellinger ผู้สอนวิชากฎหมายอยู่ที่มหาวิทยาลัย Duke รัฐ North Carolina แสดงทัศนะว่า ประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ มีอำนาจหน้าที่ในการเลือกตัวผู้บัญชาการทหารรองลงมา พิจารณากำหนดยุทธวิธี และตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีดำเนินการให้เป็นไปตามภารกิจที่กำลังทหารได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ แต่รัฐสภาจะเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับขนาดขอบเขตและช่วงเวลาการใช้กำลังทหาร และว่าบทกำหนดดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ เป็นที่ยอมรับและรับรองจากฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลจากทั้งสองพรรคการเมืองของสหรัฐมาโดยตลอด

ในอดีตนั้น รัฐสภาใช้อำนาจการทำสงครามในการตัดทอนหรือจำกัดการให้ทุนสำหรับสงครามในเวียดนาม ตลอดจนการสู้รบในโซมาเลีย บอสเนีย และในกัมพูชามาแล้ว แต่นักวิชาการด้านกฎหมายบางคนโต้แย้งว่า ในอดีตนั้นรัฐสภาใช้อำนาจการทำสงครามอย่างเกินขอบเขต และเห็นว่าประธานาธิบดีจะต้องเป็นผู้นำในยามศึกสงคราม

Robert Turner ผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์กฎหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติที่มหาวิทยาลัย Virginia กล่าวว่า ในการทำสงคราม และดำเนินกิจการระหว่างประเทศนั้น ความจริงแล้วประธานาธิบดีเป็นผู้ตัดสินใจ และว่าการตัดสินใจต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทำสงคราม ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลังทหารหรือการเสริมกำลังทหาร ล้วนอยู่ที่ประธานาธิบดีแต่เพียงผู้เดียว และเมื่อรัฐสภาพยายามที่จะเข้าควบคุมอำนาจนี้ ไม่ว่าจะโดยทางตรงโดยการออกบทบัญญัติ หรือโดยการตั้งเงื่อนไขในการจัดสรรงบประมาณ ก็เท่ากับว่ารัฐสภาละเมิดกฎหมายและละเมิดรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนเตือนประธานาธิบดีบุชไม่ให้เพิกเฉยต่อบทบาทที่มีมาแต่เดิมของรัฐสภาในการก้าวเข้ามามีบทบาทในยามศึกสงคราม

เท่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ของสหรัฐนั้น สหรัฐประกาศสงครามกับต่างชาติอย่างเป็นทางการมาแล้ว ๑๑ ครั้งในแต่ละโอกาส การประกาศสงครามเป็นไปตามการขอของประธานาธิบดีทั้งในรูปลายลักษณ์อักษร หรือมิฉะนั้นก็เป็นการขอต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภา

สหรัฐประกาศสงครามครั้งหลังสุดระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง (หลังจากที่ถูกญี่ปุ่นโจมตีที่ Pearl Harbor เมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๔๘๔) ซึ่งเป็นเวลา ๖๕ ปีมาแล้ว ตั้งแต่นั้นมา รัฐสภาสหรัฐได้รับการขอ ให้อนุมัติการใช้กำลังทางทหารอีกหลายครั้ง รวมทั้งในอิรักในปัจจุบันนี้

XS
SM
MD
LG